18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง ทำไมยังล้มเหลว?

ประเด็น 18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ประเทศไทยมีอยู่จำนวนมาก เพราะแม้ไทยจะมีกฎหมายและหน่วยงานสำหรับป้องกันและปราบปรามการทุจริตหลายชุด แต่ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันรวม 18 ฉบับ มีองค์กรอิสระ 2 แห่ง ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานสำคัญอีก 4 แห่ง คือ ป.ป.ท. ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และตำรวจ ปปป.

18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง มีอะไรบ้าง

การมีหน่วยงานหลายแห่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาทุจริต อย่างไรก็ตาม จำนวนของกฎหมายและองค์กรไม่ควรเป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญกว่าคือการทำงานต้องเชื่อมโยงกัน มีขั้นตอนชัดเจน ใช้เวลาพอเหมาะ และสามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม

  • ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนและดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐตามอำนาจหน้าที่
  • สตง. ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและการบริหารงบประมาณของหน่วยงานรัฐ
  • ป.ป.ท. มุ่งป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมถึงติดตามปัญหาที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  • ปปง. ติดตามเส้นทางการเงินและดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
  • ดีเอสไอ รับผิดชอบคดีพิเศษที่มีความซับซ้อนหรือส่งผลกระทบในวงกว้าง
  • ตำรวจ ปปป. สืบสวนและดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ

18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง ยังมีช่องว่างตรงไหน

แม้เครื่องมือด้านกฎหมายจะมีจำนวนมาก แต่ยังมีกฎหมายสำคัญที่ควรจัดทำเพิ่มเติมหรือปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ หนึ่งในนั้นคือกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้สามารถจัดการกับกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือคนใกล้ชิดได้ชัดเจนขึ้น

อีกประเด็นคือกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP Law ซึ่งมีแนวคิดบางส่วนอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. แล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ การมีกฎหมายลักษณะนี้จะช่วยคุ้มครองประชาชน นักข่าว นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูลไม่ให้ถูกใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือทำให้หยุดตรวจสอบการทุจริต

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD และ OECD Anti-Bribery Act โดยเฉพาะมาตรการติดตามและนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่ได้จากการทุจริตกลับคืนมา

มาตรการผ่อนผันโทษ หรือ Leniency Program ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะอาจช่วยจูงใจให้ผู้มีข้อมูลภายในออกมาเปิดเผยเครือข่ายการติดสินบนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันการเอาผิดนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและมีบทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้บริษัทใช้โครงสร้างองค์กรเป็นเกราะป้องกันความรับผิด

ทำไมเครื่องมือปราบคอร์รัปชันจำนวนมากจึงยังไม่สำเร็จ

คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยมีหน่วยงานมากหรือน้อย แต่คือหน่วยงานเหล่านั้นทำงานได้รวดเร็ว เด็ดขาด โปร่งใส ครอบคลุม และคุ้มค่าหรือไม่ การมีองค์กรจำนวนมากอาจทำให้เกิดต้นทุนด้านงบประมาณและบุคลากร รวมถึงเพิ่มภาระให้ประชาชนและหน่วยงานที่ต้องติดต่อหลายขั้นตอน หากหน่วยงานไม่ประสานข้อมูลกันอย่างมีประสิทธิภาพ การสืบสวนก็อาจล่าช้าและเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดทำลายหลักฐานหรือโยกย้ายทรัพย์สิน

ปัญหาอีกด้านคือบางหน่วยงานอาจให้ความสำคัญกับการรักษาบทบาท อำนาจ และผลงานของตนเองมากกว่าการแก้ปัญหาร่วมกัน เมื่อระบบตรวจสอบไม่โปร่งใส ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ยาก และกระบวนการใช้อำนาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นต่อการต่อต้านคอร์รัปชันก็ย่อมลดลง

นอกจากนี้ การแทรกแซงทางการเมือง การเลือกปฏิบัติ การเห็นแก่พวกพ้อง และความเกรงใจผู้มีอำนาจ ล้วนทำให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเท่าเทียม ที่สำคัญ ผู้กระทำผิดจำนวนไม่น้อยเป็นบุคคลภายในหน่วยงานเอง จึงรู้จักช่องโหว่ ขั้นตอน และกลไกต่าง ๆ เป็นอย่างดี การเพิ่มกฎหมายหรือจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

แนวทางทำให้การปราบโกงเกิดผลจริง

การแก้ปัญหาควรเริ่มจากการทำให้หน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างเป็นระบบ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจน ควรเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณ และความคืบหน้าของคดีในระดับที่ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบโดยสุจริต

ขณะเดียวกัน การคัดเลือกผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันต้องยึดหลักความเป็นอิสระ ความรู้ความสามารถ และความซื่อสัตย์ การลงโทษผู้กระทำผิดควรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่เลือกปฏิบัติ เพราะความแน่นอนของการถูกลงโทษมีผลต่อการยับยั้งการทุจริตมากกว่าการเพิ่มโทษให้รุนแรงเพียงอย่างเดียว

โดยสรุป 18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง อาจเป็นเครื่องมือที่จำเป็น แต่จะไม่สร้างผลลัพธ์ หากระบบยังขาดการประสานงาน ความโปร่งใส และความกล้าที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอำนาจ การต่อต้านคอร์รัปชันจึงต้องเปลี่ยนจากการนับจำนวนกฎหมาย ไปสู่การวัดผลจากความเป็นธรรมและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริง

ความคิดเห็นของประชาชนและการตรวจสอบจากสังคมยังมีความสำคัญมาก ทุกคนสามารถช่วยลดพื้นที่คอร์รัปชันได้ด้วยการไม่สนับสนุนการให้สินบน เก็บหลักฐานเมื่อพบความผิดปกติ และติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ เพราะการปราบโกงจะสำเร็จได้เมื่อกฎหมาย หน่วยงาน และประชาชนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

ที่มา – เปิด 18 กฎหมาย 6 หน่วยงานปราบโกง ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ชี้เครื่องมือล้นประเทศ แต่ทำไมยังล้มเหลว?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *