ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จับตาดู!! “โรมาโน” เผย “คลอปป์” กำลังพิจารณารับงานคุม “อินทรีเหล็ก”

แฟนบอลทั่วโลกต้องห้ามกะพริบตา เมื่อมีกระแสข่าวร้อนแรงออกมาว่า จับตาดู!! “โรมาโน” เผย “คลอปป์” กำลังพิจารณารับงานคุม “อินทรีเหล็ก” หลังจากที่ยอดกุนซือชาวเยอรมันได้ตัดสินใจเว้นวรรคจากการคุมทีมลิเวอร์พูลไปเมื่อปี 2024 แม้ตัวเขาจะเคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่ายังไม่รีบร้อน แต่คนวงในอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน ได้ออกมาตอกย้ำว่าโอกาสที่ เจอร์เกน คลอปป์ จะหวนคืนสู่วงการในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมนีนั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก

จับตาดู!! “โรมาโน” เผย “คลอปป์” กำลังพิจารณารับงานคุม “อินทรีเหล็ก”

สถานการณ์ในแคมป์ทีมชาติเยอรมนีตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด หลังจากผลงานอันน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลกที่ตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายจากการพ่ายให้กับ ปารากวัย ทำให้เก้าอี้ของ จูเลียน นาเกลส์มันน์ เริ่มสั่นคลอน แม้เจ้าตัวจะมีสัญญาคุมทีมไปจนถึงปี 2028 ก็ตาม โดยทางสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนีเตรียมจะประชุมด่วนเพื่อตัดสินอนาคตของเขาภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากมีการแยกทางกันเกิดขึ้น ชื่อของ คลอปป์ จะกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งทันที

เหตุผลที่แฟนบอลควร จับตาดู!! “โรมาโน” เผย “คลอปป์” กำลังพิจารณารับงานคุม “อินทรีเหล็ก”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม คลอปป์ ถึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ทั้งที่เจ้าตัวเพิ่งขอลาพักงานไปได้ไม่นาน แต่หากมองตามความจริง คลอปป์ คือกุนซือระดับท็อปที่คุ้นเคยกับสไตล์การเล่นและบุคลากรในเยอรมนีเป็นอย่างดี หากเขารับงานนี้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจพา “อินทรีเหล็ก” กลับมาผงาดในเวทีโลกได้อีกครั้ง

  • ความสำเร็จในการสร้างระบบทีมที่แข็งแกร่ง
  • ดีเอ็นเอความเป็นผู้ชนะที่ถ่ายทอดไปยังลูกทีม
  • การเป็นขวัญใจของแฟนบอลเยอรมันทั้งประเทศ

สำหรับในมุมมองของเรา นี่คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากของฟุตบอลเยอรมัน ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อินทรีเหล็กกลับมาบินสูงได้อีกครั้ง ใครที่ชื่นชอบในสไตล์ฟุตบอลของคลอปป์คงต้องส่งกำลังใจเชียร์ให้เขากลับมารับงานคุมทีมชาติในเร็ววันนี้

ที่มา – จับตาดู!! “โรมาโน” เผย “คลอปป์” กำลังพิจารณารับงานคุม “อินทรีเหล็ก”

สมเด็จธงชัย มอบประกาศนียบัตร ป.ป.ช. ผู้สำเร็จการอบรมภาษาจีน

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันของบุคลากรสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมี สมเด็จธงชัย มอบประกาศนียบัตรให้แก่ ป.ป.ช. ผู้สำเร็จการอบรมโครงการเสริมสร้างทักษะภาษาจีน ซึ่งได้รับเกียรติจากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล มาเป็นประธานในพิธี ณ สำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีผู้สำเร็จการอบรมรวมทั้งหมด 56 คน

สมเด็จธงชัย มอบประกาศนียบัตรให้แก่ ป.ป.ช. ผู้สำเร็จการอบรมโครงการเสริมสร้างทักษะภาษาจีน

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเรียนภาษาทั่วไป แต่คือการยกระดับศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ สมเด็จธงชัยได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความมุ่งมั่นของผู้เข้าอบรมทุกคน ท่านยังเน้นย้ำว่า การที่ สมเด็จธงชัย มอบประกาศนียบัตรให้แก่ ป.ป.ช. ผู้สำเร็จการอบรมโครงการเสริมสร้างทักษะภาษาจีน ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาตนเอง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ราชการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความร่วมมือที่ก้าวข้ามขีดจำกัด

สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลได้ขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และนับเป็นรุ่นที่ 10 แล้วที่ประสบความสำเร็จ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ ดังนี้:

  • เพื่อยกระดับภารกิจป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระดับสากล
  • เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรในต่างประเทศ
  • เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างสะพานแห่งมิตรภาพระหว่างไทย-จีน
  • เพื่อนำองค์ความรู้ภาษามาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างมืออาชีพ

ในมุมมองของเรา การที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับทักษะภาษาที่สองอย่างภาษาจีน ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม เพราะในปัจจุบันความโปร่งใสไม่ได้มีพรมแดน การสื่อสารที่แม่นยำและการเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของประเทศคู่ค้าหรือองค์กรระดับนานาชาติ จะช่วยให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น เราขอร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการอบรมทุกท่านที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองเพื่อรับใช้สังคมอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – ‘สมเด็จธงชัย’ มอบประกาศนียบัตรให้แก่ ‘ป.ป.ช.’ ผู้สำเร็จการอบรมโครงการเสริมสร้างทักษะภาษาจีน

พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศ ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเต็มไปด้วยความคึกคักและเปี่ยมไปด้วยพลัง เมื่อชาวลูกเสือในจังหวัดสตูลมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อจัดงาน พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 1 พันชีวิต สวนสนามฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งงานนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่แสดงถึงความสามัคคีและจิตวิญญาณของเหล่าลูกเสืออย่างแท้จริง

พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 1 พันชีวิต สวนสนามฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล มาเป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนาม โดยมีลูกเสือทุกประเภท ตั้งแต่ลูกเสือสำรอง ไปจนถึงลูกเสือวิสามัญ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมพลังกันกว่า 1,000 คน เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยมาครบรอบ 115 ปี

เจาะลึกความสำคัญของ พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 1 พันชีวิต สวนสนามฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ

การสวนสนามในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมตามประเพณี แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมเพรียงและวินัยที่โดดเด่นของเยาวชนสตูล กิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นภายในงานได้แก่:

  • พิธีทบทวนคำปฏิญาณ เพื่อย้ำเตือนอุดมการณ์ของลูกเสือ
  • การสวนสนามอย่างสง่างาม แสดงถึงความเป็นระเบียบวินัย
  • กิจกรรมจิตอาสาโดยกลุ่มลูกเสือที่พร้อมเสียสละเพื่อส่วนรวม

ความสำเร็จของงาน พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 1 พันชีวิต สวนสนามฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ ในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล, โรงเรียนบ้านตันหยงโป, มูลนิธิธรรมรังสีสตูล และโรงพยาบาลสตูล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวสตูลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และพร้อมเป็นกำลังหลักของชาติ

ผมเชื่อว่ากระบวนการลูกเสือยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สร้างคนให้เก่งและดี การที่คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้บุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ไม่ใช่แค่การแต่งเครื่องแบบ แต่คือการปลูกฝังการทำงานเป็นทีม ความอดทน และความกตัญญู หวังว่าพลังความสามัคคีเช่นนี้จะขับเคลื่อนจังหวัดของเราให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป

ที่มา – พลังลูกเสือสตูลกระหึ่ม! ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 1 พันชีวิต สวนสนามฉลอง 115 ปี คณะลูกเสือแห่งชาติ

Pride Month 2026 LGBTQ+ กับการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ Pride Month 2026 กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคมไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามว่าในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว กลุ่ม LGBTQ+ จะมีวิธีการรับมือและปรับตัวอย่างไรให้ทันกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกเสี้ยววินาที

Pride Month 2026 LGBTQ+ กับการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

ปี 2026 นี้ เราต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจมีความผันผวนสูง ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้เว้นระยะห่างจากใคร สถานการณ์ความเติบโตทางเศรษฐกิจที่จำกัดทำให้กลุ่ม LGBTQ+ ต้องหันมาทบทวนแนวทางการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบมากขึ้น การปรับตัวให้ทันต่ออาชีพที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในสายงานครีเอทีฟ บันเทิง และแฟชั่น ที่มีคนกลุ่มนี้เป็นบุคลากรหลัก ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เติบโตอย่างมั่นคง

เทคโนโลยี AI กับโอกาสของ LGBTQ+

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างเต็มตัว กลุ่ม LGBTQ+ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการยอมรับความหลากหลาย สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้เพื่อเปลี่ยนวิถีการทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม การเรียนรู้ทักษะใหม่หรือ Upskill ให้เท่าทัน AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่สำคัญในการยืนหยัดอยู่บนโลกอนาคตที่แข่งขันกันดุเดือด

ทางด้าน เอกภพ พันธุรัตน์ ผู้คร่ำหวอดในวงการประชาสัมพันธ์ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความภูมิใจในตัวตนจะงดงามที่สุดเมื่อมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการวางแผนชีวิตในระยะยาว ดังนี้:

  • การวางแผนการเงินและเตรียมเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต
  • การรักษาวินัยในการทำงานและการใช้ชีวิตในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
  • การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงเพื่อเป็นฐานที่มั่นคงของการใช้ชีวิต
  • การแสดงออกอย่างมีกาลเทศะเพื่อให้สังคมเปิดรับในความเป็นมืออาชีพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ในเรื่องของสุขภาพก็เป็นเรื่องที่เราละเลยไม่ได้ การดูแลสุขภาพใจไม่ให้เครียดเกินไป รวมถึงการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะช่วยให้เรามีแรงพลังในการสร้างสรรค์สังคมต่อไปได้ นี่คือหัวใจหลักของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่นอกจากจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังต้องมีความเป็นมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย

ท้ายที่สุด การปรับตัวไม่ใช่การทิ้งตัวตนเดิม แต่คือการปรับมุมมองให้ทันสมัยอยู่เสมอ หากคุณต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน ทั้งเรื่องงาน การเงิน และสุขภาพ แล้วคุณจะพบว่าความเป็นตัวเองจะเปล่งประกายได้อย่างภาคภูมิในทุกปีต่อจากนี้ครับ/ค่ะ

ที่มา – Pride Month 2026 LGBTQ+ กับการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

เรียนบาลีทำให้สวดมนต์มีความสุข แรงบันดาลใจแม่ชี บ.ศ.9

เรียนบาลีทำให้สวดมนต์มีความสุข

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า การศึกษาภาษาบาลีในยุคดิจิทัลนั้นยังจำเป็นอยู่หรือไม่? วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ แม่ชีเจตกนกพรรณ ญานธรรมวิหาร จากสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ผู้ที่เพิ่งประสบความสำเร็จสอบผ่านการศึกษา บาลีศึกษา (บ.ศ.) 9 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของการศึกษาบาลีสำหรับฆราวาส ท่านได้แบ่งปันประสบการณ์อันน่าประทับใจว่า เรียนบาลีทำให้สวดมนต์มีความสุข ยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเราเข้าใจคำศัพท์และไวยากรณ์ที่แท้จริงในพระไตรปิฎก ก็เหมือนการไขกุญแจเข้าสู่หัวใจของพุทธธรรม

จุดเริ่มต้นของการเรียนบาลีเพื่อเข้าถึงพระธรรม

จุดเริ่มต้นของแม่ชีเจตกนกพรรณไม่ได้เริ่มจากความลึกซึ้งในตอนแรก แต่เริ่มจากความเมตตาของครูอาจารย์ในวัดป่าที่เล็งเห็นว่าการเรียนรู้ภาษาบาลีคือรากฐานสำคัญ การที่ท่านมุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนจบ บ.ศ.9 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการนำหลัก อิทธิบาท 4 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง

  • ฉันทะ: มีความรักและความพอใจในการเรียน
  • วิริยะ: มีความเพียรพยายามไม่ย่อท้อ
  • จิตตะ: จดจ่อใส่ใจในบทเรียนไวยากรณ์
  • วิมังสา: หมั่นทบทวนและไตร่ตรองความรู้อยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ การเรียนภาษาบาลีจึงไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่มันช่วยฝึกสมาธิ ความอดทน และความละเอียดรอบคอบให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเมื่อเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องในการสวดมนต์หรือการอ่านพระธรรมคำสอน ความศรัทธาก็จะเปี่ยมล้นไปด้วยปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อตามๆ กันมา

ทำไมภาษาบาลีถึงเป็นกุญแจสู่การใช้ชีวิต?

แม่ชีเจตกนกพรรณย้ำเสมอว่า ภาษาบาลีเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างเรากับพระพุทธเจ้า การเรียนรู้ในสำนักเรียนวัดโมลีโลกยารามทำให้ท่านได้รู้ว่า เรียนบาลีทำให้สวดมนต์มีความสุข ในระดับที่ลึกซึ้ง เพราะท่านสามารถแปรเปลี่ยนข้อความจากพระไตรปิฎกให้กลายเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตจริงได้ การมีสมาธิจากการเรียนยังส่งผลให้ท่านเป็นคนที่มีวินัย กล้าแสดงคิดเห็น และมีการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้น

สำหรับใครที่กำลังลังเลใจ ท่านแม่ชีฝากแง่คิดว่า อย่ารอให้พร้อมทุกอย่างแล้วค่อยเริ่ม ขอเพียงแค่ก้าวเข้ามาศึกษา ท่านจะพบว่าการเรียนที่ดูยากกลับกลายเป็นเรื่องที่สนุกและอิ่มเอมใจ หากมีความเพียรพยายามมากพอ ทุกคนสามารถเข้าถึงพระธรรมคำสอนได้อย่างถูกต้องแน่นอน การเรียนรู้ภาษาบาลีในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การสืบทอดภาษาจารึกโบราณ แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณให้กับตัวเราเองในทุกๆ วัน

ที่มา – ‘เรียนบาลีทำให้สวดมนต์มีความสุข’ เปิดแรงบันดาลใจ ‘แม่ชีเจตกนกพรรณ’ บ.ศ.9 สำนักเรียนวัดโมลีฯ

บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence

ในโลกการทำงานยุคดิจิทัล การปรับตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่าง บ้านปู ที่ล่าสุดได้มีการแบ่งปันประสบการณ์ในการบริหารงานผ่านแนวคิด บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรและองค์กรสู่โลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence

คุณวิธพล เจาะจิตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้ขึ้นเวทีเสวนาในงาน Thailand HR Tech Conference & Exposition 2026 เพื่อเผยให้เห็นถึงหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กร โดยเขาย้ำว่าการวางกลยุทธ์ต้องเริ่มจากเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน ก่อนจะนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวเสริมเพื่อสร้างความได้เปรียบ ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่การผสานกันอย่างลงตัวระหว่างจุดแข็งของมนุษย์และ AI

การผสานพลัง Human Intelligence และ Artificial Intelligence เพื่ออนาคต

ความน่าสนใจของแนวคิด บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence อยู่ที่ความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือทุ่นแรงและเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจอย่างแม่นยำ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (HI): มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในเชิงความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม
  • การใช้ AI เสริมประสิทธิภาพ: องค์กรเริ่มจากการใช้ AI ในหน่วยงานหลัก เช่น ธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เรียนรู้ตลอดเวลา: การสนับสนุนให้พนักงานทำความเข้าใจหน้าที่ของ AI เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานจริง

การปรับใช้ AI ให้เห็นผลจริง องค์กรต้องเริ่มทดลองในหน่วยธุรกิจที่สร้างผลกระทบได้สูง ก่อนจะขยายสู่แผนกอื่น ๆ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นและไม่เกิดความขัดแย้งในการทำงาน การที่ บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องของอุปกรณ์ แต่คือเรื่องของคนและการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยีไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในอนาคต การทำงานที่ประสบความสำเร็จจะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดกันว่าองค์กรใดสามารถทำให้คนและเทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด ดังนั้นการลงทุนในทักษะของพนักงานควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน

ที่มา – บ้านปู แชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

เจเศรษฐ์ อัด จูรี ไล่ไปเผาตัวเอง จวกขาดความรู้เรื่องงบประมาณ

เจเศรษฐ์ อัด จูรี ไล่ไปเผาตัวเอง จวกขาดความรู้เรื่องงบประมาณ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เมื่อ ‘เจเศรษฐ์’ อัด ‘จูรี’ ไล่ไปเผาตัวเอง หลังจากที่ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและงบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่ามีงบประมาณน้อยเกินไปจนไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยพิบัติ

ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้ลุกขึ้นตอบโต้ด้วยความดุดัน โดยระบุว่าการที่ นายจูรี อภิปรายว่า ปภ. มีงบประมาณเพียง 7% นั้น เป็นเพราะอีกฝ่ายศึกษาเล่มงบประมาณไม่ละเอียดพอ พร้อมแนะนำให้นำตัวไปนั่งในกรรมาธิการงบประมาณในคราวหน้า จะได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่แท้จริง

รายละเอียดการตอบโต้ประเด็น เจเศรษฐ์ อัด จูรี ไล่ไปเผาตัวเอง

ประเด็นที่ นายเจเศรษฐ์ ได้ชี้แจงมีใจความสำคัญดังนี้:

  • งบประมาณป้องกันภัย: งบในส่วนของ ปภ. ไม่ได้มีแค่ที่ระบุในหัวข้อเดียว แต่ยังมีงบเตรียมความพร้อมและงบพัฒนาระบบแจ้งเตือนรวมกว่า 3,400 ล้านบาท
  • ระบบแจ้งเตือนภัย: ยืนยันว่าในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีการส่งการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ถึง 15 ครั้ง ซึ่งผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือได้รับข้อมูลทุกคน
  • งบกระจายตัว: ปภ. ไม่สามารถทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับกรมชลประทานได้ งบจึงต้องแยกไปตามภารกิจหน่วยงาน

ช่วงท้ายของการโต้ตอบ นายเจเศรษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายจูรี ระบุว่าจะจุดธูปเรียกตน โดยนายเจเศรษฐ์ได้สวนกลับแบบเจ็บๆ ว่า “ถ้ามีธูปมีน้ำมันก็ให้เขารดตัวท่านแล้วจุดเอาเอง เดี๋ยวผมจะมาดับไฟให้ด้วยมือเปล่า” นับเป็นสีสันที่เผ็ดร้อนของการเมืองในสภาฯ ครั้งนี้

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การอภิปรายเรื่องงบประมาณจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้การทำงานในสภาได้รับความเชื่อถือจากประชาชน การใช้คำพูดที่รุนแรงอาจสร้างสีสัน แต่เนื้อหาที่แข็งแกร่งต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือตัวจริงในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘เจเศรษฐ์’ อัด’จูรี’ไล่ไปเผาตัวเอง จวกขาดความรู้เรื่องงบประมาณ หลังอภิปรายอัด ปภ.งบน้อย

ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของวิถีชีวิตคนไทยในยุคนี้

ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก

ในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ชี้ให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91% ต่อจีดีพี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 80% การที่ ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมองข้ามได้ เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งไม่ช่วยสร้างรายได้ในระยะยาว

ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน

นายสาทิตย์ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อเพื่อให้รัฐบาลกลับไปทบทวนการทำงบประมาณ ดังนี้:

  • หยุดการกู้เงินมาแจกโดยไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
  • หยุดสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเห็นความจริงของฐานะการคลัง
  • หยุดการแสดงความรวยเกินตัวของรัฐบาล และต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ
  • ปิดช่องโหว่การทุจริตและการรั่วไหลของงบประมาณทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ นายสาทิตย์ยังได้ยกตัวอย่างการเบิกจ่ายงบประมาณที่น่ากังวลในโครงการแก้มลิงที่จ.ตรัง ซึ่งมีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วกว่าร้อยล้านบาททั้งที่ที่ดินยังมีปัญหาข้อพิพาท สิ่งนี้ยืนยันว่าปัญหา ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก นั้นต้องการการจัดการที่เป็นระบบตั้งแต่นโยบายระดับบนจนถึงการตรวจสอบในระดับปฏิบัติการ

ในมุมมองของผม รัฐบาลไม่ควรใช้ความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวในการบริหารประเทศ แต่ต้องก้าวข้ามวาทกรรมและหันมาลงมือแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง มิฉะนั้นประเทศของเราอาจต้องเข้าสู่ภาวะถดถอยที่ยากจะฟื้นตัว ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประหยัดและใช้นโยบายการเงินการคลังที่รอบคอบมากกว่าการสร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้นครับ

ที่มา – ปชป.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม เป็นหนี้ 25.5 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 5.3 แสนบาท อันดับ 7 ของโลก

ป.ป.ส. รู้ตัวแก๊งรับยาคดีแอร์สาว จ่อลุยล้างบางใน 2 วัน

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวคดี “แอร์สาว” ที่ถูกจับกุมในต่างแดนอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญออกมาแล้ว โดยทาง ป.ป.ส. ออกมาเปิดเผยว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลสำคัญจนสามารถระบุตัวตนขบวนการค้ายาข้ามชาติกลุ่มนี้ได้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างไทยและออสเตรเลีย

ป.ป.ส. รู้ตัวแก๊งรับยาคดีแอร์สาว จ่อลุยล้างบางใน 2 วัน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาแถลงหลังจากการประชุมร่วมกับตัวแทนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย โดยระบุชัดเจนว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวทั้งฝั่งคนส่ง คนโอนเงิน และคนรอรับยาปลายทางที่ออสเตรเลียแล้ว โดยสถานการณ์ล่าสุดคือการเตรียมการขั้นเด็ดขาดที่จะจัดการกับเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสังคมได้อีกต่อไป

ความคืบหน้าของคดีและการปราบปราม

สำหรับประเด็นที่ว่า ป.ป.ส. รู้ตัวแก๊งรับยาคดีแอร์สาว จ่อลุยล้างบางใน 2 วัน นั้น ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างมาก โดยทาง ป.ป.ส. ได้เตรียมแผนยุทธการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อตรวจค้นเครือข่ายในไทยอย่างหนักหน่วง โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลเบาะแสสำคัญจากพลเมืองดีเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติดผ่านมาทางไรเดอร์รถเก๋งสีดำ ซึ่งนำไปสู่การขยายผลที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

  • ความคืบหน้าเรื่องการเตรียมปฏิบัติการตรวจค้นครั้งใหญ่ในเร็วๆ นี้
  • การช่วยเหลือนางสาวมีนา แอร์สาวไทย ในการประสานงานจัดหาทนายความ
  • การประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงออสเตรเลียเพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงิน

ในส่วนของคดีความที่ต่างประเทศ เลขาฯ ป.ป.ส. ยืนยันว่าทางการออสเตรเลียจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสารเสพติดและปริมาณที่แท้จริง อีกทั้งคาดว่าในวันที่ 3 ก.ค. นี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้ามาเป็นประธานการประชุมเพื่อขับเคลื่อนมาตรการป้องกันปัญหายาเสพติดให้มีความเข้มงวดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สุดท้ายนี้ การที่ ป.ป.ส. รู้ตัวแก๊งรับยาคดีแอร์สาว จ่อลุยล้างบางใน 2 วัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย เราทุกคนในฐานะพลเมืองต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและไม่หลงเชื่อในการรับฝากของหรือสนับสนุนขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อในเรื่องที่ไม่คาดคิด

ที่มา – ป.ป.ส. แย้มรู้ตัวแก๊งรับยาปลายทางคดี “แอร์สาว” จ่อเปิดฉากลุยล้างบางเครือข่ายใน 2 วัน

51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่ผันแปร

หากจะอุปมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คงไม่มีคำใดที่ลึกซึ้งและกินใจไปมากกว่าคำว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทว่ากว่าจะเดินทางมาถึงจุดที่แนบแน่นเช่นปัจจุบัน ทั้งสองประเทศต้องผ่านการปรับตัวและพัฒนาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่เรื่องของ 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่ผันแปร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบัน

51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่ผันแปร

ตลอดระยะเวลา 51 ปี นับตั้งแต่มีการลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 มิตรภาพระหว่างไทยและจีนได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคสงครามเย็น ทั้งสองประเทศเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนยามยากในด้านความมั่นคง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูทางการค้าและการท่องเที่ยวในเวลาต่อมา ปัจจุบันความร่วมมือนี้ได้ยกระดับขึ้นเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน

ก้าวสำคัญท่ามกลางความท้าทายของ 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่ผันแปร

ในการเดินหน้าเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ไทยจำเป็นต้องมองเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกับความร่วมมือนี้ โดยเฉพาะในประเด็นดังต่อไปนี้:

  • การปรับสมดุลการทูต: ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ ไทยต้องดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
  • การยกระดับเทคโนโลยี: การที่จีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอีวี (EV) ถือเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องเรียนรู้และต่อยอดเพื่อพัฒนาบุคลากรในประเทศ
  • การแก้ไขดุลการค้า: การทะลักเข้ามาของสินค้าจากจีนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งมือช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้ปรับตัวสู้ได้

ความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่เคยหยุดนิ่ง แต่มันคือการเดินทางที่ต้องปรับจูนเข้าหากันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือนโยบายฟรีวีซ่าถาวร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีต่อกัน

ท้ายที่สุด การจะเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนได้นั้น ไทยต้องไม่เพียงแค่เป็นผู้รับ แต่ต้องยกระดับขีดความสามารถของตนเองให้เท่าทันต่อโลกที่ผันแปร การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างจีนถือเป็นต้นทุนที่ดี แต่อนาคตของประเทศไทยยังคงต้องถูกขับเคลื่อนด้วยความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการที่สมดุล หากเราสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้ เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์นี้จะสามารถสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพให้กับภูมิภาคได้อีกยาวนาน

ที่มา – 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่ผันแปร