อุตสาหกรรมน้ำตาลลดคาร์บอนรับโจทย์โลกร้อนและกติกาโลก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอย่างชัดเจน ทั้งในด้านผลผลิต ต้นทุนการดำเนินงาน และความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกัน ตลาดโลกก็ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงภาพลักษณ์ขององค์กรได้อีกต่อไป แต่ต้องนำมาปรับใช้จริงตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิตในโรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์
ประเด็นนี้ทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลต้องเร่งวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ เพราะห่วงโซ่การผลิตเกี่ยวข้องกับผู้คนและกิจกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โรงงานน้ำตาล ผู้ให้บริการขนส่ง ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนผู้บริโภคปลายทาง การลดคาร์บอนจึงไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน
อุตสาหกรรมน้ำตาลลดคาร์บอนรับโจทย์โลกร้อนและกติกาโลก
รายงาน State of the Global Climate 2025 จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ช่วงปี 2015-2025 เป็นช่วงเวลา 11 ปีที่มีอุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าภาคธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนกระทบต่อผลผลิตอ้อยและประสิทธิภาพการผลิต
สำหรับประเทศไทย ดัชนี Climate Risk Index 2026 จัดให้ไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นอันดับ 17 ของโลก ขณะที่ดัชนี ND-GAIN จัดอันดับความพร้อมในการปรับตัวของไทยไว้ที่ 123 จาก 192 ประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังประเมินว่า หากไม่มีมาตรการรับมือเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลง 7-14% ภายในปี 2050
นอกจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแล้ว ผู้ส่งออกยังต้องติดตามกติกาการค้าใหม่ของตลาดโลก เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM และกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR ของสหภาพยุโรป รวมถึงข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานจากประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างจีนและสิงคโปร์
แนวทางอุตสาหกรรมน้ำตาลลดคาร์บอนตั้งแต่ต้นน้ำ
การลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มตั้งแต่ไร่อ้อย ไม่ใช่รอแก้ไขเมื่อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานแล้ว แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดการใช้ทรัพยากร และลดการเผาอ้อยซึ่งเป็นแหล่งปล่อยฝุ่นละอองและก๊าซเรือนกระจก เกษตรกรยังสามารถใช้ข้อมูลสภาพอากาศ เทคโนโลยีการให้น้ำ และเครื่องจักรที่เหมาะสม เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้แม่นยำขึ้น
กลุ่มมิตรผลเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่กำหนดเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 โดยประกาศเป้าหมายดังกล่าวตั้งแต่ปี 2022 แนวทางดำเนินงานครอบคลุมการส่งเสริมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ผ่าน Mitr Phol ModernFarm ภายใต้มาตรฐาน Bonsucro และ VIVE Programme ซึ่งช่วยยกระดับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับ
- ส่งเสริมการเพาะปลูกอ้อยที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- ลดการเผาในพื้นที่เกษตรและสนับสนุนการจัดการเศษวัสดุอย่างเหมาะสม
- เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
- พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงาน
- ปรับปรุงระบบขนส่งและบรรจุภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบตลอดวงจรชีวิตสินค้า
โรงงานและห่วงโซ่อุปทานต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
การลดคาร์บอนในโรงงานน้ำตาลสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร การลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานชีวมวลจากชานอ้อย และการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้มากขึ้น นอกจากช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
กลุ่มมิตรผลเริ่มจากการพัฒนาโรงงานให้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral Factory ก่อนขยายแนวทางไปยังผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ปัจจุบันโรงงานน้ำตาลในกลุ่มได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2023 และได้รับการรับรองต่อเนื่อง รวมถึงอุทยานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2026
อย่างไรก็ตาม การรับรองโรงงานเพียงบางแห่งไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การรวบรวมอ้อย การขนส่ง การแปรรูป และการจัดจำหน่าย ผู้ประกอบการจึงต้องมีระบบเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค
ในด้านบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า เลือกวัสดุที่รีไซเคิลได้ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีน้ำหนักเหมาะสม และพิจารณาผลกระทบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน การวางแผนเส้นทางขนส่งและการใช้ยานพาหนะที่ประหยัดพลังงานก็ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อีกทางหนึ่ง
ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
การทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลลดคาร์บอนได้จริงต้องอาศัยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ พนักงานต้องเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เกษตรกรต้องได้รับความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสม ผู้ประกอบการต้องลงทุนในเทคโนโลยี ขณะที่ภาครัฐควรสนับสนุนมาตรการจูงใจ เงินทุน และมาตรฐานที่ชัดเจน
ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทไม่น้อย เพราะการเลือกซื้อสินค้าที่มีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเร่งปรับตัวมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน การลดคาร์บอนจะไม่ใช่เพียงภาระต้นทุน แต่สามารถกลายเป็นโอกาสสร้างนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดตลาดใหม่
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมน้ำตาลลดคาร์บอนเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและวัดผลได้ ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือเร็วจะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือกติกาการค้าใหม่และความเสี่ยงจากโลกร้อน การลงทุนวันนี้จึงไม่เพียงช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร ธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
หากธุรกิจของคุณอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำตาล ควรเริ่มสำรวจการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และลงมือปรับปรุงจากจุดที่ทำได้ทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง อาจกลายเป็นความได้เปรียบครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจคาร์บอนต่ำ
ที่มา – อุตสาหกรรมน้ำตาลเร่งลดคาร์บอนรับโจทย์โลกร้อน-กติกาโลก





