EU กลับมาใช้คาร์บอนเครดิตหลัง 12 ปี ไทยและอาเซียนได้อะไร?
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศกลับมาใช้ระบบคาร์บอนเครดิตอีกครั้ง หลังจากที่หยุดการใช้งานไปนานกว่า 12 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อตลาดคาร์บอนโลกโดยตรง โดยเฉพาะต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างประเทศไทยและอาเซียน
EU หวนใช้คาร์บอนเครดิตรอบ 12 ปี ดันไทย – อาเซียนรับโอกาสใหม่สู่เวทีโลก
การวางเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 90% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับปี 1990 เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ตามที่ระบุไว้ในพันธกรณีความตกลงปารีส ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของสหภาพยุโรป ซึ่งกลไกคาร์บอนเครดิตในครั้งใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club กล่าวว่า แม้ว่าสัดส่วนการใช้คาร์บอนเครดิตที่กำหนดไว้จะอยู่ที่เพียง 3% ของเป้าหมายปี 2040 แต่ในเชิงปริมาณแล้วคิดเป็นหลายร้อยล้านตัน ซึ่งมากพอที่จะสามารถผลักดันการลงทุนข้ามพรมแดนและสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดคาร์บอนโลก
คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม กลอยตาชี้ว่า เครดิตที่สหภาพยุโรปจะเปิดรับจะต้องเป็น “คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง” ภายใต้กลไกขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะระบบ Article 6.4 ของความตกลงปารีส ซึ่งมุ่งสร้างตลาดที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการนับซ้ำ
กลอยตา กล่าวว่า “คาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชี แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริงเพราะแรงจูงใจจากเครดิต มีการวัดผลและรายงานอย่างเข้มงวด และแสดงผลกระทบร่วมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม”
การกลับมาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตของยุโรปจึงไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเครดิตเพื่อนำไปชดเชยการปล่อย แต่เป็นการสร้างเครื่องมือเสริมที่ต้องเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยจริงภายในประเทศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประเทศในกลุ่ม Global South รวมถึงอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดคาร์บอนโลก
อาเซียนและธุรกิจไทยคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร?
ในบริบทของอาเซียน ความร่วมมือเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังถูกวางรากฐานผ่าน ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ซึ่งมุ่งสร้างมาตรฐานร่วมและการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนในภูมิภาค โดยมีการกำหนดหลักการรับรองคุณภาพเครดิต เพื่อให้ตอบสนองต่อมาตรฐานสากล ซึ่ง Carbon Markets Club ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทย ก็มีบทบาทร่วมผลักดันการพัฒนากรอบนี้ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ
การเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการกลับมาของตลาดคาร์บอนนานาชาติ แต่ยังเป็นแรงกระตุ้นให้อาเซียนเร่งยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และกลไกตรวจสอบ เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่ตลาดโลกยอมรับ
“หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งด้านกฎระเบียบและความพร้อมของประเทศในภูมิภาค แต่เป็นความท้าทายที่ควรค่าแก่การขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อให้ตลาดคาร์บอนอาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” กลอยตา ณ ถลาง กล่าวทิ้งท้าย
หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเมืองไทย เราควรร่วมมือกันเร่งพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสระดับโลกในครั้งนี้ เพราะเป็นโอกาสที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ที่มา – เมื่อ EU หวนใช้คาร์บอนเครดิตรอบ 12 ปีดันไทย – อาเซียนรับโอกาสใหม่สู่เวทีโลก