IMF แนะสร้างกันชนการคลัง ใช้ AI บริหารระบบ

โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ ราคาพลังงานที่ผันผวน ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดถี่กว่าเดิม ประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาในการประชุม IMF-World Bank Group 2026 ที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่ที่การแก้ปัญหาเมื่อวิกฤติเกิดขึ้นเท่านั้น แต่คือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยแนวทาง IMF แนะสร้างกันชนการคลัง ใช้ AI บริหารระบบ ถือเป็นบทเรียนที่หลายประเทศสามารถนำไปปรับใช้ได้

IMF แนะสร้างกันชนการคลัง ใช้ AI บริหารระบบ

นายแดน แคตซ์ รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่า ความยืดหยุ่นทางการคลังต้องเริ่มสร้างก่อนเกิดแรงกระแทก ไม่ใช่รอให้เกิดภัยพิบัติหรือเศรษฐกิจถดถอยแล้วจึงค่อยหางบประมาณมารับมือ ประเทศที่มีฐานะการคลังแข็งแรงจะสามารถช่วยเหลือประชาชน รักษาบริการสาธารณะ และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่าประเทศที่ไม่มีเงินสำรองหรือไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี

การสร้างกันชนทางการคลังประกอบด้วยหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการวางแผนเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน แนวคิดนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ควรพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะความช่วยเหลืออาจล่าช้า มีเงื่อนไข หรือไม่เพียงพอกับขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้น

IMF แนะสร้างกันชนการคลัง ใช้ AI บริหารระบบ เพื่อรับมือวิกฤติ

IMF ประเมินว่า ประเทศที่ต้องการรองรับวิกฤติและเติบโตอย่างยั่งยืนควรมีรายได้ภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP มากกว่า 15% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้ภาษีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากรัฐยังใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส หรือไม่มีกลไกกำกับดูแลทางการคลังที่เข้มแข็ง เงินที่จัดเก็บได้ก็อาจไม่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ดังนั้น การปฏิรูปควรดำเนินไปพร้อมกันทั้งระบบ รัฐต้องขยายฐานภาษีอย่างเหมาะสม ลดช่องว่างการหลีกเลี่ยงภาษี และพัฒนากระบวนการจัดเก็บให้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันควรเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณและประเมินผลโครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินภาษีถูกนำไปใช้กับเรื่องที่จำเป็นและสร้างผลลัพธ์ได้จริง

บทเรียนจากเนปาลและพันธบัตรภัยพิบัติ

เนปาลเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ หลังประเทศเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรง แต่ยังสามารถรักษารายได้ภาษีไว้ใกล้เคียงเป้าหมาย และมีสัดส่วนภาษีต่อ GDP มากกว่า 20% ความสำเร็จนี้เกิดจากการปฏิรูปฐานภาษีและระบบจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพียงพอสำหรับดูแลประชาชน แม้จะต้องรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ เนปาลยังนำเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่มาใช้ นั่นคือ Catastrophe Bond หรือพันธบัตรภัยพิบัติ เครื่องมือนี้ช่วยถ่ายโอนความเสี่ยงจากรัฐบาลไปยังผู้ลงทุน หากเกิดภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เงินทุนจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณใหม่หรือพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

การใช้พันธบัตรภัยพิบัติยังช่วยลดภาระที่รัฐบาลต้องแบกรับไว้ฝ่ายเดียว และทำให้การวางแผนรับมือภัยธรรมชาติมีความชัดเจนมากขึ้น แม้เครื่องมือนี้อาจมีต้นทุนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการออกแบบ แต่ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่ต้องเผชิญน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยแล้งเป็นประจำ

  • เตรียมเงินสำรองและแหล่งเงินทุนก่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • กระจายความเสี่ยงผ่านประกันภัยหรือพันธบัตรภัยพิบัติ
  • พัฒนาฐานข้อมูลความเสียหายและกลุ่มประชาชนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ
  • กำหนดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลังเกิดเหตุ

AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดเก็บรายได้

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารงานด้านการคลัง นายดิงกานี บันดา อธิบดีกรมสรรพากรประเทศแซมเบีย ยกตัวอย่างการใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริหารความเสี่ยง และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมได้แม่นยำขึ้น ลดการทุจริต และเพิ่มโอกาสในการติดตามรายได้ที่ควรเข้าสู่ระบบภาษี

สำหรับ AI สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน เช่น วิเคราะห์รูปแบบการยื่นภาษี คัดกรองธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ประเมินแนวโน้มรายได้ของรัฐ และช่วยจัดสรรทรัพยากรให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น หากใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง AI ยังสามารถช่วยคาดการณ์ผลกระทบจากนโยบายภาษีหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชน ทำให้รัฐบาลตัดสินใจได้รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และความโปร่งใสของอัลกอริทึม รัฐควรมีกติกาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบหรืออุทธรณ์เมื่อระบบประเมินผิดพลาด เทคโนโลยีจึงควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสินใจโดยปราศจากการกำกับดูแล

สร้างพื้นที่ทางการคลังก่อนถูกบีบให้เลือกทางแพง

นายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายการคลังของ IMF กล่าวว่า การป้องกันวิกฤติล่วงหน้ามีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ประเทศต่าง ๆ จึงควรเร่งสร้างพื้นที่ทางการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และยกระดับการบริหารงบประมาณตั้งแต่ช่วงที่เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโต

สำหรับประเทศไทย แนวทางนี้อาจเริ่มจากการทบทวนโครงสร้างรายได้ของรัฐ ปรับปรุงระบบภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น ลงทุนในฐานข้อมูลภาครัฐ และจัดทำกองทุนหรือเครื่องมือรองรับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องตัดงบสำคัญหรือกู้เงินจำนวนมากในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวน

โดยสรุป IMF แนะสร้างกันชนการคลัง ใช้ AI บริหารระบบ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นแนวทางสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว การมีรายได้ที่เพียงพอ ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมเครื่องมือรับความเสี่ยงไว้ก่อน จะช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤติได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเริ่มลงมือวันนี้ เพราะกันชนที่สร้างก่อนเกิดปัญหาย่อมมีค่ากว่าการแก้ไขเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

ที่มา – IMF ชี้โลกพื้นที่การคลังหด แนะสร้างกันชนก่อนวิกฤติ ใช้ AI ช่วยบริหารระบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *