กพท. ย้ำไม่เปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ต้องมีเหตุสงสัย

กพท. ย้ำไม่เปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ต้องมีเหตุสงสัย หลังเกิดกรณีผู้โดยสารพบว่ากระเป๋าสัมภาระถูกเปิดระหว่างการเดินทาง จนเกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับมาตรการใหม่ในการตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีเจ้าของกระเป๋าอยู่ด้วย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ได้ประสานข้อมูลกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้โดยสาร

เบื้องต้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยืนยันว่า กระเป๋าที่ถูกร้องเรียนไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปิดตรวจเพื่อค้นหาวัตถุต้องห้ามด้านการรักษาความปลอดภัยตามมาตรการใหม่ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการเปิดกระเป๋ายังต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผู้โดยสารจึงควรติดตามผลการตรวจสอบจากสายการบินและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

กพท. ย้ำไม่เปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ต้องมีเหตุสงสัย

สาระสำคัญของมาตรการนี้คือ เจ้าหน้าที่จะเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าของสัมภาระอยู่ด้วยได้ เฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าภายในกระเป๋าอาจมีวัตถุต้องห้าม หรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร ดังนั้นจึงไม่ใช่การสุ่มเปิดตรวจกระเป๋าทุกใบของผู้เดินทาง

การตรวจค้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องมีการบันทึกภาพระหว่างดำเนินการ เพื่อใช้เป็นหลักฐานและตรวจสอบย้อนหลังได้ นอกจากนี้ ภายในกระเป๋าควรมีเอกสารแจ้งการตรวจค้น หรือ Notice of Baggage Inspection เพื่อให้เจ้าของสัมภาระทราบว่ากระเป๋าถูกเปิดตรวจด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

กพท. ย้ำไม่เปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ผู้โดยสารควรทำอย่างไร

หากเดินทางถึงปลายทางแล้วพบว่ากระเป๋ามีร่องรอยผิดปกติ ซิปถูกเปิด สิ่งของภายในไม่เหมือนเดิม หรือพบเอกสารแจ้งการตรวจค้น ผู้โดยสารควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยไม่ควรรีบสรุปว่าเกิดจากมาตรการตรวจค้นเสมอไป เพราะสัมภาระอาจผ่านการคัดกรอง การลำเลียง และการส่งต่อหลายจุดตลอดเส้นทาง

  • ถ่ายภาพหลักฐานทันที เช่น รอยเปิดกระเป๋า สภาพล็อก และสิ่งของภายใน
  • ติดต่อสายการบินโดยเร็ว เพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบกระบวนการขนส่ง
  • เก็บเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรโดยสาร แท็กสัมภาระ ใบรับกระเป๋า และเอกสารแจ้งการตรวจค้น
  • แจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น เที่ยวบิน วันเวลา จุดรับกระเป๋า และสิ่งของที่พบว่าผิดปกติ
  • ขอเลขรับเรื่องร้องเรียน เพื่อใช้ติดตามผลกับสายการบินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สายการบินมีหน้าที่ดูแลสัมภาระลงทะเบียนตั้งแต่รับกระเป๋าจากผู้โดยสารจนถึงส่งมอบที่ปลายทาง จึงสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบเส้นทางการขนส่งและขั้นตอนการส่งต่อได้ หากผู้โดยสารไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน ควรเก็บหลักฐานการติดต่อไว้เพื่อใช้ประกอบการติดตามหรือร้องเรียนเพิ่มเติม

สิ่งของที่ไม่ควรใส่ในกระเป๋าโหลด

กพท. แนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนเช็กอินทุกครั้ง โดยเฉพาะสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายต่อการบิน ตัวอย่างที่ควรระวังคือแบตเตอรี่สำรอง หรือ Power Bank ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ไว้ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน ผู้โดยสารควรนำติดตัวขึ้นเครื่องตามเงื่อนไขและข้อจำกัดของสายการบิน

นอกจากสิ่งของต้องห้ามแล้ว ผู้โดยสารควรหลีกเลี่ยงการใส่เงินสด เครื่องประดับ เอกสารสำคัญ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพง และทรัพย์สินที่จำเป็นไว้ในกระเป๋าลงทะเบียน เพราะกระเป๋าต้องผ่านระบบลำเลียงและการส่งต่อหลายขั้นตอน การเก็บของมีค่าไว้กับตัวจะช่วยลดความเสียหายและทำให้ตรวจสอบทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น

การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดโอกาสที่กระเป๋าจะถูกเรียกตรวจ แต่ยังช่วยให้กระบวนการคัดกรองเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ผู้โดยสารควรตรวจสอบกฎของสนามบินและสายการบินก่อนเดินทางทุกครั้ง เนื่องจากข้อกำหนดเกี่ยวกับของต้องห้ามและสัมภาระอาจแตกต่างกันตามเส้นทางบิน

โดยสรุป มาตรการตรวจสัมภาระมีเป้าหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยในการบิน ไม่ได้มีเจตนาเปิดกระเป๋าของผู้โดยสารทุกคนโดยไม่มีเหตุผล การบันทึกภาพและการจัดทำเอกสารแจ้งตรวจช่วยให้กระบวนการมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ หากพบกระเป๋าผิดปกติ ควรรีบแจ้งสายการบิน พร้อมเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

ผู้โดยสารสามารถช่วยยกระดับความปลอดภัยได้ด้วยการตรวจสัมภาระของตนเองก่อนเช็กอิน และไม่เก็บของมีค่าไว้ในกระเป๋าโหลด หากทุกฝ่ายสื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้องและร่วมมือกัน การเดินทางทางอากาศก็จะปลอดภัย สะดวก และสร้างความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “กพท.” ย้ำมาตรการใหม่ ไม่ได้เปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ต้องมีเหตุสงสัย แนะกระเป๋าผิดปกติให้รีบแจ้งแอร์ไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *