กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ ป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องสุขอนามัยและโรคระบาดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มทหารที่ต้องปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณนั้น

การจัดการกลิ่นที่เกิดจากศพนั้น กรมอนามัยมีคำแนะนำว่าสามารถใช้ปูนขาว น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารฟอกขาวในการโรยศพ เพื่อลดกลิ่นเหม็นและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค อีกทั้งยังมีการเร่งประสานงานกับประเทศกัมพูชาเพื่อจัดการเคลื่อนย้ายศพและจัดพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

ผลกระทบจากกลิ่นศพต่อสุขภาพและจิตใจเป็นอย่างไร?

กลิ่นของศพที่เน่าเสียนั้นไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความรำคาญ แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของบุคคล โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่ ที่ก่อให้เกิดการสูดดมแก๊สที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ทำให้เกิดความไม่สบายนายทางร่างกาย หรือแม้กระทั่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคผ่านทางสัตว์หรือแมลงพาหะกัดแทะ

นอกจากสุขภาพกาย แล้วกลิ่นศพยังส่งผลต่อจิตใจของทหารที่ปฏิบัติงาน ภาพ เสียง กลิ่น และสิ่งแวดล้อมล้วนสร้างความรู้สึกหวาดกลัว กังวล หรือกระทั่งเกิดเป็นความรู้สึกเชิงลบต่อการเข้ารับราชการทหารในระยะยาว การรับมือกับอบายมนุษย์ในสถานการณ์เช่นนี้จึงต้องมีการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรอบด้าน

วิธีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากศพ

เพื่อความปลอดภัยในเบื้องต้น การป้องกันควรเริ่มจากผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทางกรมอนามัยแนะนำให้ทหารใช้ยาทากันแมลง สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด รวมถึงใช้หน้ากาก N95 หรือหน้ากากผงถ่านกัมมันต์ เพื่อลดการสัมผัสด้วยเชื้อโรคในอากาศ

สำหรับแหล่งน้ำที่ซากศพอาจปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาชุมชน แนะนำให้ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือการต้มน้ำให้ถึงอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อโรคถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดโรคระบาดจากต้นตอทางธรรมชาติ

ความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อจัดการกับสถานการณ์

กรมอนามัยได้ประสานงานกับกัมพูชาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการเคลื่อนย้ายและจัดการศพอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของพิธีกรรมทางศาสนา และลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขลักษณะภายในพื้นที่ยุทธปฎิบัติ

ในส่วนของสภาพจิตใจ ของเจ้าหน้าที่ พญ.อัมพรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลทางอารมณ์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ความรู้สึกกลัว หวาดกลัว วิตกกังวล และความทรงจำที่ไม่ดีจากสถานการณ์ความรุนแรง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการรักษาจิตใจที่ดี ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตระยะยาวได้

กรมอนามัยและทีมงานมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมวิธีการจัดการกากลิ่นศพให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบต่อบุคคลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กรมอนามัยและทีมงานทุกคนมีความปรารถนาให้สถานการณ์ชายแดนกลับสู่ภาวะปกติสมบูรณ์โดยเร็ว พร้อมทั้งให้ความห่วงใยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพวกเขากล้าหาญและเข้มแข็งมากเพียงใด ก็ยังคงต้องการการสนับสนุนทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ

ที่มา – กรมอนามัย ออกแนวทางจัดกากลิ่นศพ กันโรคระบาดพื้นที่ชายแดน

Tags:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *