กองทัพเรือแฉหลักฐานชัด ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดอนุสัญญา

กองทัพเรือแฉหลักฐานชัด ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดอนุสัญญา ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด สร้างความตึงเครียดอีกครั้งระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้ปลอดภัย บริเวณฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเคยถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

กองทัพเรือแฉหลักฐานชัด ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดอนุสัญญา

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อกันด้วยแนวคูเลต ซึ่งชี้ชัดว่าพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นฐานทางทหารอย่างเป็นระบบ หน่วยปฏิบัติการของไทยสามารถตรวจยึดสรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานได้ถึง 4 รายการ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสำคัญคือ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดสะเก็ดระเบิด MBV-78A2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลก

รายการอาวุธและวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้

  • กระสุนปืนและกระสุนขนาดต่างๆ ที่ละทิ้งไว้
  • วัตถุระเบิดที่ไม่ระบุชนิดชัดเจน
  • ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล MBV-78A2
  • อุปกรณ์สนับสนุนทางทหารอื่นๆ

ทุ่นระเบิด MBV-78A2 นี้ถือเป็นจุดเด่นของคดี เพราะมันออกแบบมาเพื่อสังหารหรือทำให้บาดเจ็บรุนแรงโดยไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ทำให้ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง อนุสัญญาออตตาวาที่ไทยและกว่า 160 ประเทศลงนามไว้เมื่อปี 2541 ห้ามการผลิต การใช้ การเก็บสต็อก และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด การค้นพบนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางทหาร แต่ยังเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่กัมพูชาเองก็เป็นภาคี

บริบทชายแดนไทย-กัมพูชาและความตึงเครียดที่ยืดเยื้อ

พื้นที่ชายแดนตราด-จันทบุรีเป็นจุด nóng มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง การรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชาในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น กองทัพเรือยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนไทยที่อยู่อาศัยใกล้ชายแดน และบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 ว่าหน่วย กปช.จต. จะดำเนินการต่อไปในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ความปลอดภัยประชาชน และการประสานงานตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องดินแดนและสิทธิของประชาชน

ผลกระทบต่อประชาชนและอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงคุกคามทหารไทยเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อชาวบ้านที่อาจพลัดหลงหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ การเก็บกู้จึงเป็นภารกิจสำคัญเพื่อฟื้นฟูความปลอดภัย ในมุมกว้างขึ้น เหตุการณ์กองทัพเรือแฉหลักฐานชัด ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดอนุสัญญา นี้ อาจนำไปสู่การตรวจสอบจากนานาชาติ โดยเฉพาะคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกัมพูชาต้องรับผิดชอบ

ไทยควรเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดน เช่น การใช้เทคโนโลยีตรวจจับระเบิดขั้นสูง และการเจรจาการทูตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ นอกจากนี้ ประชาชนควรตื่นตัวและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รายงานเหตุการณ์ทันทีหากพบวัตถุต้องสงสัย

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนมาเนิ่นนาน ผมเห็นว่าการเปิดเผยหลักฐานชัดเจนเช่นนี้เป็นก้าวสำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรม คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้คนไทยตระหนักถึงภัยคุกคามชายแดน ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – กองทัพเรือแฉหลักฐานชัด ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดอนุสัญญา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *