งาช้างลอบนำเข้าจากแอฟริกา หนักกว่า 3.1 ตัน

คดี งาช้างลอบนำเข้าจากแอฟริกา กลายเป็นหนึ่งในคดีลักลอบค้าสัตว์ป่าครั้งสำคัญ หลังเจ้าหน้าที่ไทยตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง และพบของกลางจำนวนมากซุกซ่อนมาอย่างแนบเนียน โดยขบวนการดังกล่าวแจ้งรายการสินค้าเป็นไม้แปรรูปจากประเทศแซมเบีย แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดกลับพบช่องลับภายในไม้สำหรับซ่อนงาช้างและซากสัตว์ป่า

การตรวจยึดครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างกรมศุลกากร หน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า องค์การสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม หรือ UNODC รวมถึง Wildlife Justice Commission หรือ WJC เจ้าหน้าที่จึงสามารถติดตามตู้สินค้าที่มีความเสี่ยงและเข้าตรวจสอบได้ทันก่อนที่ของกลางจะถูกลำเลียงต่อไปยังปลายทาง

งาช้างลอบนำเข้าจากแอฟริกา หนักกว่า 3.1 ตัน

จากการนับและตรวจสอบของกลางอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบงาช้างจำนวน 469 กิ่งหรือท่อน น้ำหนักรวม 3,042.67 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบเศษงาช้างอีก 1,038 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 66 กิโลกรัม เมื่อรวมทั้งหมดแล้วมีน้ำหนักงาช้างมากกว่า 3.1 ตัน พร้อมขนหางช้าง 335 เส้น และซากสัตว์ป่าอีก 1 ซาก มูลค่ารวมของกลางอยู่ที่ประมาณ 155 ล้านบาท

เบื้องหลังการซ่อนงาช้างในไม้แปรรูป

วิธีการอำพรางของกลางสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการลักลอบค้า โดยมีการนำไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่นจากทั้งหมด 568 แผ่นมาดัดแปลงให้มีช่องว่างอยู่ภายใน จากนั้นใช้ไขสีขาวและเทปปิดทับเพื่อให้ดูคล้ายไม้ปกติ นอกจากนี้ยังมีการใช้พาราฟีนราดลงในกล่องไม้ และตัดงาช้างเป็นท่อนเพื่อให้ยากต่อการตรวจพบด้วยเครื่องเอกซเรย์

เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า การนำงาช้างออกจากกล่องต้องใช้กระบวนการเฉพาะ ทั้งการต้มและขัดวัสดุที่เคลือบอยู่ จึงจะสามารถนำงาช้างออกมาได้ครบถ้วน การซุกซ่อนในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำผิดมีการเตรียมการเป็นอย่างดี และอาจเคยใช้รูปแบบเดียวกันกับการขนส่งสัตว์ป่าผิดกฎหมายในหลายประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า งาช้างที่ตรวจยึดได้อาจเกี่ยวข้องกับช้างมากกว่า 200 ตัว เนื่องจากงาบางชิ้นมีขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 1-2 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัมต่อกิ่ง ขณะนี้ทีมนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่ากำลังเร่งตรวจดีเอ็นเอ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาและความเชื่อมโยงของงาช้างแต่ละชิ้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

ตรวจสอบเครือข่ายค้างาช้างในอาเซียน

นอกจากการตรวจดีเอ็นเอแล้ว กรมอุทยานฯ ยังประสานไปยังอนุสัญญา CITES เพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับคดีลักลอบค้างาช้างในประเทศเวียดนาม ลาว และไทย เนื่องจากพบพฤติการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยงาช้างบางชิ้นมีตัวเลขกำกับ และมีสภาพเก่า ไม่ใช่งาที่เพิ่งถูกตัดจากช้างในช่วงเวลาไม่นาน

ข้อสังเกตดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า งาช้างอาจถูกเก็บรวบรวมไว้จากคลังสินค้าหรือแหล่งพักของกลาง ก่อนนำมารวมกันเพื่อส่งออกอย่างผิดกฎหมาย การตรวจสอบเครือข่ายระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญ เพราะอาจช่วยเปิดเผยผู้สั่งการ แหล่งรวบรวม และเส้นทางการลำเลียงที่แท้จริง

สำหรับบริษัทที่ปรากฏชื่อเป็นผู้นำเข้าไม้แปรรูป เจ้าหน้าที่พบว่าบริษัทตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ แต่ปิดกิจการไปนานแล้ว จึงต้องตรวจสอบต่อว่าบริษัทถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่ คดีนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • พบงาช้าง 469 กิ่งหรือท่อน น้ำหนักกว่า 3 ตัน
  • พบเศษงาช้าง 1,038 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 66 กิโลกรัม
  • พบขนหางช้าง 335 เส้น และซากสัตว์ป่า 1 ซาก
  • มูลค่าของกลางรวมประมาณ 155 ล้านบาท
  • เจ้าหน้าที่เร่งตรวจดีเอ็นเอและขยายผลไปยังเครือข่ายต่างประเทศ

คดี งาช้างลอบนำเข้าจากแอฟริกา ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความพยายามของขบวนการค้าที่ใช้วิธีซับซ้อนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ยังย้ำให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า การติดตามผลตรวจดีเอ็นเอและการสืบสวนเส้นทางการเงินอาจช่วยนำไปสู่ผู้บงการตัวจริงได้ ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าและร่วมกันสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อไม่ให้ช้างต้องถูกฆ่าเพียงเพราะความต้องการงาช้างในตลาดมืด

ที่มา – ‘กรมศุลฯ-อุทยานฯ’ เผยนับของกลางจบ งาช้างลอบนำเข้าจากแอฟริกา อึ้งน้ำหนักกว่า 3.1 ตัน มูลค่า 155 บาท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *