จำนงค์ ทองประเสริฐ ผู้บุกเบิก ม.มหาจุฬาฯ

จำนงค์ ทองประเสริฐ ศาสตราจารย์พิเศษ ราชบัณฑิต และศิษย์เก่าพุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เวลา 20.50 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของวงการการศึกษา พระพุทธศาสนา ภาษาไทย และปรัชญาไทย

ข่าวการจากไปของท่านได้รับการเปิดเผยโดยพระเทพวัชรสารบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณประสาร” รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร ซึ่งระบุว่าได้รับแจ้งจากคุณปัญญวัฒน์ ทองประเสริฐ บุตรชายของอาจารย์จำนงค์ โดยพิธีบำเพ็ญกุศลจัดขึ้นที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือภูเขาทอง ส่วนรายละเอียดวันและเวลาได้ประกาศให้ทราบในเวลาต่อมา

จำนงค์ ทองประเสริฐ กับเส้นทางศิษย์รุ่นแรกของ มจร

จำนงค์ ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2472 และเติบโตบนเส้นทางการศึกษาที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในปี 2495 ท่านสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค จากสำนักเรียนวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความมีวินัย และความสามารถด้านพระปริยัติธรรมที่โดดเด่นตั้งแต่วัยหนุ่ม

ต่อมาในปี 2497 ท่านสำเร็จการศึกษาพุทธศาสตรบัณฑิต รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การเป็นศิษย์รุ่นแรกทำให้ท่านมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างวัฒนธรรมทางวิชาการและกำหนดทิศทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในยุคเริ่มต้น ขณะเดียวกัน ในปี 2500 ท่านได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่พระกวีวรญาณ วัดสระเกศฯ ขณะมีอายุเพียง 28 ปี

จำนงค์ ทองประเสริฐ ผู้วางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่

เส้นทางการศึกษาของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงการศึกษาภายในประเทศ ปี 2504 ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา ความรู้จากต่างประเทศช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ท่านสามารถนำแนวคิดด้านการจัดการศึกษาและระบบวิชาการมาปรับใช้กับการศึกษาคณะสงฆ์ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทไทย

ท่านเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของ มจร และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนระบบการเรียนการสอนให้มีมาตรฐานมากขึ้น หนึ่งในผลงานที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง คือการนำระบบทวิภาค หรือระบบภาคการศึกษา และระบบหน่วยกิตสากลมาใช้ในการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นครั้งแรก โดยทำงานร่วมกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

  • ร่วมวางระบบการศึกษาให้มหาวิทยาลัยสงฆ์มีรูปแบบชัดเจนและเป็นสากล
  • ผลักดันการใช้ระบบทวิภาคและระบบหน่วยกิต
  • สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและหลักสูตรระดับอุดมศึกษา
  • มีส่วนในการเชิญสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เข้ามาช่วยบริหาร มจร

นอกจากบทบาทด้านการบริหารแล้ว ท่านยังมีส่วนช่วยสร้างรากฐานทางความคิดให้กับมหาวิทยาลัย โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาที่เชื่อมโยงพระพุทธศาสนา ปรัชญา ภาษา และศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน แนวทางดังกล่าวทำให้ มจร สามารถพัฒนาจากสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีบทบาทต่อสังคมในวงกว้าง

ผลงานด้านภาษาไทย ปรัชญา และราชบัณฑิตยสถาน

วันที่ 1 มกราคม 2508 ท่านลาสิกขาจากสมณเพศ เพื่อออกมารับใช้ชาติในวิถีฆราวาส โดยมุ่งทำงานด้านวิชาการ ภาษาไทย และปรัชญาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในปี 2533 ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ สาขาวิชาปรัชญา มจร ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณูปการและความเชี่ยวชาญที่ท่านสั่งสมมาเป็นเวลานาน

ระหว่างปี 2538–2542 ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน และเป็นราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง สาขาวิชาตรรกศาสตร์ บทบาทดังกล่าวเปิดโอกาสให้ท่านมีส่วนส่งเสริมการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง รวมถึงพัฒนาความรู้ด้านตรรกศาสตร์และปรัชญาให้เป็นระบบมากขึ้น ในปี 2549 ท่านได้รับพระราชทานปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

ผลงานด้านภาษาไทยของ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นที่รู้จักผ่านรายการและหนังสือหลายชุด เช่น “ภาษาของเรา” “ภาษาไทยไขขาน” และ “ภาษาไทย 5 นาที” เนื้อหาเหล่านี้ช่วยทำให้เรื่องภาษาไทยซึ่งดูเป็นเรื่องใกล้ตัว กลายเป็นความรู้ที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง ท่านยังเขียนและเรียบเรียงตำราด้านปรัชญาและตรรกศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เป็นหนังสืออ้างอิงในระดับอุดมศึกษามาจนถึงปัจจุบัน

มรดกทางความรู้ที่ยังส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้ชื่อของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำ ไม่ได้มีเพียงตำแหน่งทางวิชาการหรือผลงานจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวคิดเรื่องการศึกษาที่ต้องเปิดกว้าง มีมาตรฐาน และเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ท่านแสดงให้เห็นว่าความรู้ทางพระพุทธศาสนา ภาษาไทย และปรัชญาสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างสร้างสรรค์

การจากไปของ จำนงค์ ทองประเสริฐ จึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของวงการการศึกษาไทย แต่ผลงานและแนวคิดของท่านยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ครู นักวิชาการ พระสงฆ์ และนักศึกษารุ่นใหม่ การรักษามรดกทางปัญญาของท่านไม่ใช่เพียงการจดจำประวัติชีวิต หากควรนำหลักการใฝ่เรียนรู้ ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และความกล้าที่จะพัฒนาระบบการศึกษาไปปรับใช้ต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องราวของท่านเตือนให้เห็นว่า การวางรากฐานที่ดีอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะเห็นผล แต่เมื่อรากฐานนั้นมั่นคง ย่อมส่งต่อประโยชน์ให้ผู้คนได้อีกหลายรุ่น นี่คือคุณค่าที่ทำให้ชื่อของท่านยังมีความหมายต่อสังคมไทยเสมอ

ที่มา – สิ้น ‘จำนงค์ ทองประเสริฐ’ ศิษย์รุ่นแรก ผู้บุกเบิกวางรากฐาน ‘ม.มหาจุฬาฯ’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *