ชาวบ้านชัยภูมิร้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็นโรงกัญชา
ปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงงานผลิตกัญชาในพื้นที่ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านต้องออกมาเรียกร้องความช่วยเหลืออีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิตต่อเนื่องเกือบ 2 ปี โดยตัวแทนชาวบ้านกว่า 20 คน เดินทางไปบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ พร้อมชูป้าย “ไม่เอาโรงกัญชา” เพื่อยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาต่อคณะกรรมาธิการกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความเดือดร้อนของคนในชุมชนที่ต้องเผชิญกลิ่นกัญชาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับโรงงาน ชาวบ้านระบุว่ากลิ่นรบกวนวิถีชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องปิดประตูหน้าต่างอยู่ตลอดเวลา บางครอบครัวไม่สามารถใช้พื้นที่นอกบ้านได้ตามปกติ และยังมีความกังวลว่าการสูดดมกลิ่นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
ชาวบ้านชัยภูมิร้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็นโรงกัญชา
ตัวแทนชาวบ้านเปิดเผยว่า เคยยื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน จึงต้องเดินทางมาติดตามเรื่องด้วยตัวเองอีกครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายคนรู้สึกว่าเสียงของชุมชนยังไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านบางรายกล่าวว่ามีอาการแสบจมูก หายใจไม่สะดวก วิงเวียนศีรษะ และเกิดความเครียดจากการต้องอยู่กับกลิ่นไม่พึงประสงค์ทุกวัน ขณะที่บางครอบครัวต้องพาสมาชิกไปพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การแก้ปัญหาอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจน
ผลกระทบจากกลิ่นกัญชาที่ชุมชนกำลังเผชิญ
กลิ่นจากกระบวนการผลิตกัญชาไม่ได้กระทบแค่เรื่องความรำคาญเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ด้วย เมื่อชุมชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ย่อมเกิดคำถามว่าการประกอบกิจการดังกล่าวมีระบบควบคุมกลิ่นและมาตรการป้องกันผลกระทบเพียงพอหรือไม่
- ผลกระทบด้านสุขภาพ: เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคทางเดินหายใจอาจรู้สึกไม่สบายเมื่อได้รับกลิ่นอย่างต่อเนื่อง
- ผลกระทบต่อการใช้ชีวิต: ชาวบ้านต้องปิดบ้าน หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร และปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน
- ผลกระทบด้านจิตใจ: ความกังวลและความเครียดสะสมอาจเพิ่มขึ้น หากยังไม่เห็นมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
- ผลกระทบต่อชุมชน: อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการกับประชาชน หากขาดช่องทางพูดคุยและการตรวจสอบที่โปร่งใส
ในวันเดียวกัน นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พร้อมด้วย พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร และนายธนภัทร ตวงวิไล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชัยภูมิ ได้ประชุมร่วมกับนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัด เพื่อรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและหาแนวทางร่วมกัน
การประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่คณะ สว. จะเชิญตัวแทนชาวบ้านเข้ารับฟังผลการหารือ แม้การพบปะครั้งนี้จะเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานระดับนโยบายเริ่มให้ความสนใจ แต่ชาวบ้านยังคงกังวล เพราะยังไม่มีคำตอบว่าจะหยุดหรือควบคุมกลิ่นเหม็นได้เมื่อใด พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการเยียวยา รวมถึงแก้ไขผลกระทบจากนโยบายกัญชาเสรีอย่างจริงจัง
แนวทางแก้ปัญหาโรงกัญชาใกล้ชุมชน
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า จังหวัดและกระทรวงสาธารณสุขควรเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน สว. จะนำข้อมูลไปประสานกับคณะรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจัดโซนนิ่งโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตกัญชา ควรกำหนดพื้นที่ตั้งให้ห่างจากชุมชนอย่างน้อย 1 กิโลเมตร
แนวคิดเรื่องการจัดโซนนิ่งถือเป็นมาตรการสำคัญ เพราะช่วยลดโอกาสที่โรงงานจะสร้างผลกระทบต่อบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐควรตรวจสอบระบบบำบัดและควบคุมกลิ่นของโรงงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเปิดเผยผลการตรวจวัดให้ประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจว่าโรงงานดำเนินงานตามกฎหมาย
สำหรับมาตรการเร่งด่วน หน่วยงานในจังหวัดชัยภูมิได้รับการกำชับให้นำกฎหมายที่มีอยู่มาบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด เพื่อยับยั้งกลิ่นเหม็นและปกป้องสุขภาพของประชาชนระหว่างรอการปรับปรุงกฎหมายระดับกระทรวง มาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ การลงพื้นที่ตรวจสอบ การเก็บตัวอย่างอากาศ การรับฟังข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และการกำหนดกรอบเวลาแก้ไขที่ชัดเจน
นอกจากการตรวจสอบจากภาครัฐแล้ว ผู้ประกอบการเองก็ควรแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชน โดยเร่งปรับปรุงระบบกรองอากาศ ระบบระบายอากาศ และขั้นตอนการผลิตให้ลดการแพร่กระจายของกลิ่น พร้อมจัดช่องทางติดต่อสำหรับรับเรื่องร้องเรียนตลอดเวลา การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาอาจช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกได้ง่ายขึ้น
กรณีชาวบ้านชัยภูมิร้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็นโรงกัญชา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกลิ่นรบกวนในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่อาจส่งผลต่อประชาชนโดยรอบ การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสุขภาพและสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และชาวบ้านร่วมกันทำงานบนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากทุกฝ่ายเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ชุมชนก็มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากขึ้น และกรณีชาวบ้านชัยภูมิร้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็นโรงกัญชาอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ในการจัดการโรงงานที่อยู่ใกล้ชุมชน
ที่มา – ทนไม่ไหว! ชาวบ้านชัยภูมิ ชูป้ายร้อง สว. จี้แก้ปัญหากลิ่นเหม็นโรงกัญชา



