ซาบีดาลุยน้ำท่วมอยุธยา ปกป้องโบราณสถาน 394 แห่ง
ซาบีดาลุยน้ำท่วมอยุธยา ปกป้องโบราณสถาน 394 แห่ง หลังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมแผนรับมือและป้องกันความเสียหายต่อโบราณสถานสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นหนึ่งในโบราณสถานริมแม่น้ำที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกันรายงานสถานการณ์ รวมถึงประเมินแนวทางป้องกันน้ำเข้าพื้นที่โบราณสถานในระยะเร่งด่วน
ซาบีดาลุยน้ำท่วมอยุธยา ปกป้องโบราณสถาน 394 แห่ง
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเสริมแนวป้องกันบริเวณวัดไชยวัฒนาราม โดยยกบังเกอร์ป้องกันน้ำสูงประมาณ 180 เซนติเมตร กว้าง 1.20 เมตร รวม 138 แผ่น ตลอดแนวริมแม่น้ำความยาว 165 เมตร
นอกจากแนวป้องกันเดิมแล้ว ยังมีการเพิ่มแผ่นป้องกันน้ำสูงอีก 60 เซนติเมตร เพื่อรองรับมวลน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะโบราณสถานแต่ละแห่งมีโครงสร้างเก่าแก่และมีความเปราะบาง การปล่อยให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานานอาจกระทบต่อฐานอาคาร อิฐโบราณ ปูนฉาบ และรายละเอียดทางศิลปกรรมได้
สถานการณ์ป้อมเพชรได้รับผลกระทบจากน้ำทะลัก
จากนั้นคณะได้เดินทางไปตรวจสอบโบราณสถานป้อมเพชร บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ใกล้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กระแสน้ำจากแม่น้ำสองสายไหลมาปะทะกัน จนเกิดกระแสน้ำวนและแรงกัดเซาะสูง น้ำได้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ป้อมเพชรฝั่งทิศตะวันตกทั้งหมด โดยระดับน้ำในบางจุดสูงเกือบ 1 เมตร
สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะเขื่อนป้องกันตลิ่งของป้อมเพชร ซึ่งออกแบบเป็นเสาระเบียงและใช้แผ่นคอนกรีตช่วยลดการกัดเซาะริมตลิ่ง โครงสร้างดังกล่าวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ด้านในโดยตรง ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เคยนำกระสอบทรายไปวางสกัดน้ำ แต่ไม่สามารถต้านมวลน้ำจำนวนมากและกระแสน้ำที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พื้นที่ป้อมเพชรจึงเป็นจุดที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ เพราะนอกจากระดับน้ำจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว กระแสน้ำวนยังอาจทำให้เกิดการกัดเซาะบริเวณฐานโบราณสถาน รวมถึงส่งผลต่อดินโดยรอบ การรับมือจึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการระบายน้ำ การเสริมความแข็งแรงของพื้นที่ และการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าจุดสำคัญเพิ่มเติม
เร่งเฝ้าระวังโบราณสถานทั้งในและนอกเกาะเมือง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกำชับให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาติดตามระดับน้ำและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และวัสดุป้องกันน้ำให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีโบราณสถานอยู่ทั้งหมด 394 แห่ง แบ่งเป็นโบราณสถานในเกาะเมือง 189 แห่ง และนอกเกาะเมือง 205 แห่ง
การปกป้องโบราณสถานจำนวนมากไม่ใช่ภารกิจที่ทำได้เฉพาะจุด แต่ต้องอาศัยการวางแผนเป็นระบบและความร่วมมือจากหลายฝ่าย แนวทางสำคัญที่ควรดำเนินการมีดังนี้
- ติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถยกระดับมาตรการป้องกันได้ทันเวลา
- ตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำและบังเกอร์ ให้มีความมั่นคง ไม่รั่วซึม และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่
- เตรียมเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ฉุกเฉิน สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำไหลเข้าหรือมีน้ำท่วมขัง
- สำรวจความเสียหายหลังน้ำลด โดยเฉพาะฐานอาคาร ผนัง อิฐ และงานปูนโบราณ
- ประสานงานกับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อให้การแจ้งเตือนและการเข้าพื้นที่ทำได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากการตรวจสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว คณะรัฐมนตรียังลงพื้นที่สถานีรถไฟอยุธยาเพื่อติดตามโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยา โดยรับฟังแนวทางการก่อสร้างและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลคุณค่าของเมืองเก่า เพื่อให้การก่อสร้างไม่กระทบต่อโบราณสถานและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม
ซาบีดาลุยน้ำท่วมอยุธยา ปกป้องโบราณสถาน 394 แห่ง เป็นภารกิจที่สะท้อนความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติอย่างจริงจัง เหตุการณ์ที่ป้อมเพชรย้ำให้เห็นว่าจุดบรรจบของแม่น้ำและพื้นที่ริมตลิ่งจำเป็นต้องมีแผนป้องกันเฉพาะ หากหน่วยงาน ประชาชน และชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยลดความเสียหายและรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ของอยุธยาให้คงอยู่ต่อไป
ที่มา – ‘ซาบีดา’ ลุยน้ำท่วมอยุธยา สั่งด่วนปกป้องโบราณสถาน 394 แห่ง หลังเจ้าพระยาทะลักท่วม ‘ป้อมเพชร’


