ซาอุฯ-กาตาร์ประณามอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตียูเออี ทำคลังน้ำมันไฟไหม้
เหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางลุกลามอีกครั้ง เมื่อซาอุฯ-กาตาร์ประณามอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตียูเออี ทำคลังน้ำมันไฟไหม้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ว่ากระทรวงกลาโหมยูเออีออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าระบบป้องกันทางอากาศของพวกเขาสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีได้ถึง 15 ลูก และโดรนอีก 4 ลำ ที่ถูกยิงมาจากอิหร่านโดยตรง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บระดับเล็กน้อยถึงปานกลางรวม 3 ราย และเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองฟูไจราห์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ
ซาอุฯ-กาตาร์ประณามอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตียูเออี ทำคลังน้ำมันไฟไหม้
ปฏิกิริยาจากชาติเพื่อนบ้านในภูมิภาคมาอย่างรวดเร็ว กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของอิหร่านอย่างชัดเจน โดยระบุว่ามันเป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังพื้นที่พลเรือน แหล่งเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงคลังน้ำมันและท่าเรือพาณิชย์ของบริษัทในยูเออี ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านอย่างหนักหน่วงเช่นกัน สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของชาติอาหรับในการต่อต้านการรุกรานจากอิหร่าน
ระบบป้องกันขั้นสูงช่วยสกัดการโจมตีจากอิหร่าน
แหล่งข่าวระดับสูงในยูเออีเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในปฏิบัติการสกัดกั้นครั้งนี้ พวกเขาได้นำระบบป้องกันทางอากาศ “ไอรอน โดม” (Iron Dome) ของอิสราเอลมาใช้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากสื่อสหรัฐหลายแห่งที่ระบุว่าอิสราเอลได้ให้ความสนับสนุนอย่างลับๆ แก่ยูเออีในเรื่องนี้ นับเป็นการร่วมมือที่ลึกซึ้งขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาค ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่อิหร่านกล้าดำเนินการโจมตีทางทหารโดยตรงต่อยูเออี นับตั้งแต่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงกับสหรัฐเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดน้ำมันที่ผันผวนทันทีหลังเกิดเพลิงไหม้ คลังน้ำมันในฟูไจราห์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย หากการโจมตีครั้งนี้สำเร็จเต็มรูปแบบ อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอิหร่านอาจใช้การโจมตีแบบนี้เพื่อตอบโต้ санкции จากสหรัฐและชาติพันธมิตร
- ระบบป้องกันยูเออีสกัดขีปนาวุธ 15 ลูกและโดรน 4 ลำ
- ผู้บาดเจ็บ 3 ราย เพลิงไหม้คลังน้ำมันฟูไจราห์
- ซาอุฯและกาตาร์ประณามอิหร่านอย่างหนัก
- การใช้ Iron Dome จากอิสราเอลเป็นครั้งสำคัญ
- ครั้งแรกหลังหยุดยิงกับสหรัฐเมื่อ 7 เม.ย.
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับชาติอาหรับอย่างซาอุฯ กาตาร์ และยูเออี ซึ่งมีรากฐานจากข้อพิพาทเรื่องอิทธิพลในภูมิภาคและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในอดีต อิหร่านเคยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมาน ซึ่งยูเออีก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ การโจมตีครั้งล่าสุดนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าความสงบสุขที่เปราะบางอาจพังทลายได้ทุกเมื่อ
นอกจากนี้ การที่อิสราเอลเข้าแทรกแซงด้วยเทคโนโลยี Iron Dome ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพันธมิตรในภูมิภาค Abraham Accords ที่ยูเออีและอิสราเอล normalization ความสัมพันธ์กันเมื่อปี 2020 ทำให้เกิดความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้น สิ่งนี้ยิ่งทำให้อิหร่านรู้สึกถูกกดดันมากขึ้น
ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ซาอุฯ-กาตาร์ประณามอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตียูเออี ทำคลังน้ำมันไฟไหม้นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าภูมิภาคตะวันออกกลางยังห่างไกลจากสันติภาพ การเจรจาระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐ จีน และรัสเซียจำเป็นต้องเร่งรัดเพื่อป้องกันสงครามใหญ่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและ geopolitics ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!
ที่มา – ซาอุฯ-กาตาร์ประณามอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตียูเออี ทำคลังน้ำมันไฟไหม้