ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเผชิญภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบอยู่เสมอ ตั้งแต่แผ่นดินไหว สึนามิ ไต้ฝุ่น น้ำท่วม ไปจนถึงภูเขาไฟระเบิด ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น ทำให้การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญต่อความปลอดภัยของประชาชนและการเดินหน้าของประเทศ

แม้ญี่ปุ่นจะมีประสบการณ์รับมือเหตุฉุกเฉินมาอย่างยาวนาน แต่ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นยังไม่มีหน่วยงานระดับชาติที่รับผิดชอบด้านการป้องกันภัยพิบัติโดยตรงและทำงานอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดย ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ หรือเอ็นดีเอ็มเอ (National Disaster Management Agency: NDMA) เพื่อยกระดับการวางแผนก่อนเกิดเหตุและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ

ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

สำนักงานแห่งใหม่นี้มีกำหนดเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 พ.ย. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการรอประสานงานเมื่อเกิดภัย ไปสู่การเตรียมแผนป้องกันล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ โดยจะดูแลการจัดการภัยพิบัติตลอดวงจร ตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่มีเหตุ การรับมือขณะเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย

แนวคิดดังกล่าวเริ่มเป็นรูปธรรมในเดือนพฤศจิกายน 2567 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นจัดตั้งสำนักงานเตรียมการภายในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต่อมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบนโยบายพื้นฐานเพื่อสร้างประเทศที่มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันที่ 26 ธ.ค. 2568 จากนั้นกฎหมายจัดตั้งสำนักงานผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 และประกาศใช้ในวันที่ 17 ก.ค.ปีเดียวกัน

เหตุผลที่ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ

เหตุผลสำคัญประการแรกคือ ญี่ปุ่นกำลังเตรียมรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะแผ่นดินไหวบริเวณร่องลึกนันไก ร่องลึกญี่ปุ่น และร่องลึกคูริล รวมถึงแผ่นดินไหวใต้กรุงโตเกียวและการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ เหตุการณ์เหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ ระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง

เมืองคุโรชิโอะในจังหวัดโคจิเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีการประเมินว่า หากเกิดแผ่นดินไหวบริเวณร่องลึกนันไก อาจเผชิญคลื่นสึนามิสูงถึง 34 เมตร ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการติดตั้งระบบเตือนภัย การเตรียมเส้นทางอพยพ การจัดหาเสบียง และการซักซ้อมแผนรับมือจำเป็นต้องดำเนินการก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มวางแผน

เหตุผลประการที่สองคือข้อจำกัดด้านบุคลากรของหน่วยงานเดิม ก่อนหน้านี้ งานป้องกันภัยพิบัติอยู่ภายใต้ฝ่ายป้องกันภัยพิบัติของสำนักคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 220 คน และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่ยืมตัวมาจากกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น เมื่อครบกำหนดประมาณ 2 ปี เจ้าหน้าที่จำนวนมากจะหมุนเวียนกลับไปยังต้นสังกัด ทำให้การสะสมความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านทำได้ไม่เต็มที่

ข้อจำกัดนี้เห็นได้ชัดจากเหตุแผ่นดินไหวคาบสมุทรโนโตะเมื่อเดือนมกราคม 2567 เจ้าหน้าที่ต้องทุ่มเทกำลังให้กับการประสานงาน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการจัดส่งสิ่งของจำเป็น จนการทบทวนข้อมูลและการประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวนันไกต้องหยุดชะงักไปหลายเดือน บทเรียนดังกล่าวชี้ว่า หากบุคลากรไม่เพียงพอ การรับมือภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจกระทบต่อการเตรียมพร้อมสำหรับภัยครั้งต่อไป

เหตุผลประการสุดท้ายคือปัญหาการทำงานแยกส่วนของระบบราชการ การจัดการภัยพิบัติไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิง การขนส่งสิ่งของ การดูแลสุขภาพ การสื่อสารกับประชาชน และการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย หากไม่มีศูนย์กลางที่มีอำนาจประสานงานอย่างชัดเจน การช่วยเหลืออาจล่าช้าและไม่ตรงกับความต้องการของพื้นที่

สำนักงานใหม่เพิ่มบุคลากรและอำนาจประสานงาน

สำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติแห่งใหม่จะขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำสูงสุด และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันภัยพิบัติรับผิดชอบการดำเนินงานประจำวัน สำนักงานมีสถานะเทียบเท่ากับสำนักงานฟื้นฟูประเทศและสำนักงานดิจิทัล ทำให้สามารถผลักดันนโยบายในระดับชาติได้มากขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ รัฐมนตรีสามารถเสนอแนะแนวทางให้กระทรวงและหน่วยงานอื่นดำเนินการได้ โดยหน่วยงานที่ได้รับข้อเสนอแนะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเพิ่มจำนวนบุคลากรเป็น 352 คน หรือประมาณ 1.6 เท่าของหน่วยงานเดิม แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ การกำหนดนโยบายภาพรวม การรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การวางแผนป้องกันภัย และการเสริมศักยภาพให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในปี 2569 สำนักงานได้รับงบประมาณประมาณ 20,200 ล้านเยน หรือราว 4,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากเดิม รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคอีก 2 แห่ง เพื่อดูแลความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวบริเวณร่องลึกนันไก รวมถึงร่องลึกญี่ปุ่นและร่องลึกคูริล โดยกำหนดให้จัดตั้งภายใน 2 ปีหลังจากกฎหมายประกาศใช้

ความท้าทายหลังการจัดตั้งหน่วยงานใหม่

อย่างไรก็ตาม การมีหน่วยงานใหม่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาการรับมือภัยพิบัติจะได้รับการแก้ไขทันที ยังมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณ อำนาจหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น หลายฝ่ายมองว่างบประมาณประมาณ 20,000 ล้านเยนอาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดจากภัยพิบัติขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน นายกเทศมนตรีเมืองคุโรชิโอะเคยเตือนว่า หากรัฐบาลกลางไม่สนับสนุนงบประมาณอย่างจริงจัง สำนักงานใหม่ก็อาจเป็นเพียงโครงสร้างที่ดูดีในทางทฤษฎี แต่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลกลางอาจลดอิสระในการตัดสินใจของท้องถิ่น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถให้ท้องถิ่น ไม่ใช่เข้าไปสั่งการแทนทั้งหมด

การที่ ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มหน่วยงานราชการ แต่สะท้อนการปรับวิธีคิดจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันและเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของสำนักงานจะขึ้นอยู่กับการทำงานจริง บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบประมาณที่เพียงพอ ระบบสื่อสารที่รวดเร็ว และความร่วมมือกับท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจ เพราะไทยเองก็ต้องเผชิญน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ ภัยแล้ง และเหตุฉุกเฉินในหลายพื้นที่ การมีแผนล่วงหน้า ช่องทางประสานงานที่ชัดเจน และการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดความสูญเสียได้มากกว่าการรอแก้ไขเมื่อเกิดเหตุแล้ว

ท้ายที่สุด การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนควรรู้เส้นทางอพยพ เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ติดตามประกาศเตือนภัย และพูดคุยกับครอบครัวถึงแผนรับมือเบื้องต้น ยิ่งทุกฝ่ายเตรียมตัวเร็วเท่าไร โอกาสลดความสูญเสียก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ที่มา – ญี่ปุ่นตั้งสำนักงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ยกระดับแผนเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *