ดีเอสไอบุกสิชล ตรวจที่ดินสาธารณะบางน้ำเค็ม

ดีเอสไอบุกสิชล ลงพื้นที่หมู่ 5 ตำบลเสาเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์บริเวณบางน้ำเค็ม หรือบางยอยี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานาน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบผู้ครอบครองที่ดินของรัฐ รวมถึงกรณีที่อาจมีความพยายามออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว

คณะเจ้าหน้าที่นำโดยว่าที่ร้อยตรีสนั่น สันหลี ผู้อำนวยการส่วนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานที่ดิน กรมเจ้าท่า หน่วยงานป่าไม้ และองค์การบริหารส่วนตำบลเสาเภา ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนของนายจรูญ แก้วผอม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5

ดีเอสไอบุกสิชล ตรวจสอบที่ดินสาธารณะบางน้ำเค็ม

การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ครอบคลุมทั้งสภาพพื้นที่ การเก็บภาพถ่าย การบันทึกพิกัด และการนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับแผนที่ดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์แนวเขตและตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำร้องเรียนหรือไม่ ขั้นตอนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ว่าพื้นที่พิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ที่สาธารณประโยชน์ หรือลำรางสาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิใช้ร่วมกัน

จากการสำรวจเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบคูคลองหรือลำรางสาธารณะในสภาพพื้นที่ที่ตรวจสอบ พบเพียงที่ดินซึ่งถูกใช้ทำการเกษตร โดยมีการปลูกมะพร้าวอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบป้ายข้อความระบุว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลติดตั้งอยู่ภายในบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจเบื้องต้นยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย จำเป็นต้องนำข้อมูลภาคสนามไปตรวจสอบกับเอกสาร แผนที่ราชการ และพยานหลักฐานจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างละเอียด

ดีเอสไอบุกสิชล หลังชาวบ้านติดตามเรื่องมานาน

นายจรูญ แก้วผอม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลเสาเภา เปิดเผยว่า เมื่อปี 2554 มีชาวบ้านร้องเรียนว่าพบการถมที่สาธารณะและการบุกรุกพื้นที่ หลังได้รับเรื่องจึงลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง และพบพฤติการณ์ที่มีลักษณะรุกล้ำที่สาธารณะจริง จากนั้นได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ทั้งสำนักงานที่ดิน หน่วยงานป่าไม้ องค์การบริหารส่วนตำบล และอำเภอ แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วก็ตาม ต่อมาในปี 2567 นายอำเภอสิชลในขณะนั้นได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่การรวบรวมพยานหลักฐานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เมื่อมีการเปลี่ยนตัวนายอำเภอ การดำเนินการก็ยังไม่มีความชัดเจน และไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าการครอบครองพื้นที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีข้อมูลว่าพื้นที่บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับเขตป่าและอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานป่าไม้ อย่างไรก็ตาม การระบุหน่วยงานผู้รับผิดชอบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หากยังไม่มีการตรวจสอบแนวเขต สถานะที่ดิน และสิทธิการครอบครองอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านจึงต้องการให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและลดความขัดแย้งในพื้นที่

  • ตรวจสอบแนวเขต: เปรียบเทียบพิกัดจากพื้นที่จริงกับแผนที่ราชการและภาพถ่ายดาวเทียม
  • รวบรวมหลักฐาน: ตรวจสอบภาพถ่าย เอกสารสิทธิ ป้ายประกาศ และข้อมูลจากผู้ร้องเรียน
  • ประสานหน่วยงาน: ทำงานร่วมกันระหว่างดีเอสไอ ที่ดิน ป่าไม้ กรมเจ้าท่า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คุ้มครองประโยชน์ประชาชน: ตรวจสอบว่าพื้นที่ใดเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนควรใช้ร่วมกัน

นายจรูญกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้เดินทางไปร้องเรียนต่อดีเอสไออีกครั้ง เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากพยายามติดตามเรื่องกับหน่วยงานต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน ความตั้งใจสำคัญคือการนำพื้นที่ที่อาจถูกบุกรุกกลับคืนมาเป็นสมบัติของชาติ และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านรวมถึงลูกหลานในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ในอนาคต

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลที่ดินสาธารณะจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ การตรวจสอบต้องดำเนินการด้วยหลักฐานที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบการบุกรุกจริง ก็ควรมีมาตรการดำเนินคดีและฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน หากมีเอกสารหรือสิทธิที่ถูกต้อง ผู้เกี่ยวข้องก็ควรได้รับโอกาสชี้แจงตามกระบวนการกฎหมาย

การลงพื้นที่ของ ดีเอสไอบุกสิชล จึงเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการคลี่คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินบางน้ำเค็ม ผลการตรวจสอบหลังจากนี้จะช่วยตอบคำถามว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสถานะอย่างไร ใครมีอำนาจดูแล และมีการบุกรุกหรือออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบหรือไม่ ประชาชนควรติดตามผลอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบที่ยึดข้อเท็จจริงและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

สำหรับชุมชนในพื้นที่ การรักษาที่ดินสาธารณะไม่ใช่เพียงการปกป้องทรัพย์สินของรัฐ แต่ยังเป็นการรักษาสิทธิในการใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในท้องถิ่นด้วย หากหน่วยงานสามารถสรุปข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นที่สาธารณะจะไม่ถูกครอบครองโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และยังคงเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว

ที่มา – ดีเอสไอบุกสิชล! ลุยตรวจที่ดินสาธารณะ ‘บางน้ำเค็ม’ หลังถูกร้องบุกรุก ขอยึดคืนแผ่นดิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *