ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 16.36 จุด ต่างชาติกลับเข้าซื้อ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ต.ค. 69 กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดช่วงการซื้อขาย และปิดตลาดที่ระดับ 1,579.03 จุด เพิ่มขึ้น 16.36 จุด หรือ 1.05% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 63,532.30 ล้านบาท ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มฟื้นตัว แม้ตลาดยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง
การปรับตัวขึ้นของดัชนีในครั้งนี้มีแรงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นเดลต้าที่มีแรงเก็งกำไรก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าอาจออกมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มพลังงานอย่างปตท. และปตท.สผ. ยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดในวันนี้
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 16.36 จุด ต่างชาติกลับเข้าซื้อ
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 16.36 จุด ต่างชาติกลับเข้าซื้อ โดยแรงซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ สภาพคล่องสูง และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน นักลงทุนไม่ได้เข้าซื้อหุ้นทุกกลุ่มแบบกระจายตัวทั่วทั้งตลาด แต่เลือกลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับภาวะต้นทุนเงินทุนสูงได้ดี
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินว่า เงินทุนต่างชาติมีโอกาสกลับเข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทย แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูง เหตุผลสำคัญมาจากภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น ทั้งในแง่การเติบโตและการกระจายตัวของกำไร
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 16.36 จุด ต่างชาติกลับเข้าซื้อแบบเลือกหุ้น
ข้อมูลผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนเติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ประมาณการกำไรของตลาดยังได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี โดยมีการปรับขึ้นแล้วประมาณ 16.9% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า บริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มยังมีศักยภาพในการเติบโต แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะยังมีความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม การกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้มีแนวโน้มเป็นการเลือกซื้อหุ้นรายตัวมากกว่าการเข้าซื้อทั้งตลาด นักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคำสั่งซื้อหรือแนวโน้มธุรกิจที่ชัดเจน รวมถึงมีความสามารถในการบริหารต้นทุนได้ดี การเคลื่อนไหวลักษณะนี้อาจทำให้ราคาหุ้นแต่ละกลุ่มปรับตัวแตกต่างกัน และผู้ลงทุนจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยเฉพาะของบริษัทก่อนตัดสินใจ
สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกของวัน มีรายละเอียดดังนี้
- ปตท. (PTT) ปิดที่ 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ได้แรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนในหุ้นพลังงานและราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น
- ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปิดที่ 244.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท สะท้อนแรงซื้อในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่
- เอสซีบี (SCB) ปิดที่ 152.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ตามทิศทางหุ้นกลุ่มการเงินที่ได้รับความสนใจจากตลาด
- ปตท.สผ. (PTTEP) ปิดที่ 116.20 บาท ลดลง 1.00 บาท แม้ราคาน้ำมันดิบจะช่วยหนุนกลุ่มพลังงาน แต่ราคาหุ้นยังมีแรงขายสลับออกมา
- เดลต้า (DELTA) ปิดที่ 241.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท มีแรงเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 3
นอกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ตลาดเอ็มเอไอเคลื่อนไหวสวนทางกัน โดยปิดที่ 219.20 จุด ลดลง 0.51 จุด หรือ 0.23% มีมูลค่าการซื้อขาย 289.73 ล้านบาท การปรับตัวของตลาดเอ็มเอไอสะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนยังคงเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากกว่า ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังต้องรอปัจจัยสนับสนุนใหม่เพื่อสร้างแรงซื้อที่ชัดเจน
ประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 ทิศทางราคาน้ำมันดิบ นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติ หากผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่เป็นไปตามคาด อาจช่วยต่อยอดความเชื่อมั่นและทำให้ตลาดมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่หากตัวเลขกำไรต่ำกว่าคาด ตลาดก็อาจเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน
สำหรับนักลงทุนรายย่อย การที่ดัชนีปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ควรพิจารณางบการเงิน แนวโน้มกำไร ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐาน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การแบ่งเงินลงทุนเป็นสัดส่วนและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแรง จะช่วยให้บริหารพอร์ตได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
โดยสรุป ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 16.36 จุด ต่างชาติกลับเข้าซื้อ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อบรรยากาศการลงทุน แต่แรงซื้อยังเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและกำไรชัดเจน นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ใช้ปัจจัยพื้นฐานประกอบการตัดสินใจ และวางแผนลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงของตนเอง
มุมมองสำหรับผู้ลงทุน: จังหวะที่เงินทุนต่างชาติเริ่มกลับมาอาจเปิดโอกาสให้ตลาดฟื้นตัว แต่การเลือกหุ้นอย่างมีวินัยยังเป็นหัวใจสำคัญ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนลงทุนทุกครั้ง