ตามรอยพ่อ ‘ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน’ ต้องหยุดทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง
ตามรอยพ่อ ‘ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน’ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด เพราะเป็นรากฐานที่ทำให้สังคมและประเทศมั่นคงเจริญก้าวหน้าได้
ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน คือพื้นฐานของความเจริญ
ในพระราชดำรัสหลายครั้ง พระองค์ทรงตรัสชัดเจนว่า “ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญคือต้องหยุดทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง” นี่คือบทสรุปที่ทรงชี้แนวทางตรงไปยังรากของปัญหา นั่นคือ ความทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
หากย้อนกลับไปในวันที่ 22 ปีที่แล้ว ถ้าผู้นำทุกระดับ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี จนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ตระหนักและลงมือปฏิบัติตามพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 อย่างแท้จริง วันนี้ประเทศไทยคงไม่ต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
หลักการทรงงาน 27 ข้อ เริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์
มูลนิธิชัยพัฒนาได้รวบรวมหลักการทรงงาน 27 ข้อ ซึ่งข้อแรกคือ “ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน” นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือแนวทางที่พระองค์ทรงยึดมั่นและทรงหวังให้คนไทยทุกคนยึดถือ
- ความซื่อสัตย์ คือ ความจริงใจต่อตนเองและผู้อื่น
- ความสุจริต คือ การไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่บิดเบือนความยุติธรรม
- ความจริงใจต่อกัน คือ การร่วมมือกันด้วยเจตนาบริสุทธิ์
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 12 มิถุนายน 2497 ได้ตรัสไว้ว่า “ประเทศบ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ ก็ย่อมอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ท่านทั้งหลายจะออกไปรับราชการก็ดี หรือประกอบกิจการงานส่วนตัวก็ดี ขอให้มั่นอยู่ในธรรมทั้ง ๓ ประการ คือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชนและสุจริตต่อหน้าที่”
การบังคับใช้กฎหมายด้วยความซื่อสัตย์
สำหรับผู้ใช้วิชากฎหมายโดยเฉพาะ ความซื่อสัตย์สุจริตยิ่งสำคัญ เพราะหมายถึงการไม่บิดเบือนตัวบทกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ดังพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 23 พฤษภาคม 2496 ที่ตรัสว่า “ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะคุณธรรมอันนี้เป็นมูลฐานอันสำคัญที่ยังเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแก่สังคม”
ครูบาอาจารย์หรือหัวหน้างานในอนาคต ก็ต้องมีความสุจริตยุติธรรม ทำตัวเป็นตัวอย่าง ไม่พ่ายแพ้ต่อความโลภ ความลืมตัว ความริษยา ดังพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วันที่ 25 ตุลาคม 2516 ที่กล่าวว่า “ต้องมุ่งมั่นให้ประโยชน์อันยั่งยืนไพศาลของส่วนรวมเป็นเป้าหมาย”
ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน คือทางรอดของชาติ
สังคมปัจจุบันถูกปกคลุมด้วยสีเทา ความไม่โปร่งใส ความไม่ไว้วางใจ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะกลับมาทบทวนหลักการที่ในหลวง ร.9 ได้ทรงชี้แนะไว้
การซื่อสัตย์สุจริตไม่ใช่แค่การไม่โกงเงิน แต่คือการมีจรรยาบรรณในทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป
ถ้าทุกคนยึดมั่นในหลัก ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน ประเทศไทยจะมีแต่ความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง
ข้อคิดจากพระราชนิพนธ์
ในพระราชนิพนธ์หลายเล่ม พระองค์ทรงเน้นว่า ผู้ที่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความมั่นคง ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญได้ แต่ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงสำเร็จ
เดือนธันวาคมนี้ เวียนมาอีกครั้ง ขอให้พวกเราทุกคนน้อมรำลึกถึงพระองค์ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ร่วมมือกันเอาจริงกับการ “ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน” เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา
ที่มา – ตามรอยพ่อ ‘ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน’ ต้องหยุดทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง
