ตำรวจท่องเที่ยวไฮเทค ใช้กล้อง AI ล่าผู้ต้องหากว่า 3 เดือนจับแล้ว 147 ราย
ในช่วงเวลาที่ความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนถูกวางเป็นอันดับต้นๆ ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการอย่างชัดเจนให้ ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระดมกวาดล้างอาชญากรรม โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดเหตุอาชญากรรม
ตำรวจท่องเที่ยวไฮเทค ใช้กล้อง AI ล่าผู้ต้องหากว่า 3 เดือนจับแล้ว 147 ราย
ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มีการนำเทคโนโลยี “กล้อง A.I.” เข้ามาช่วยในภารกิจสำคัญ กล้อง AI ตัวนี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลบุคคลตามหมายจับจากระบบของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
เทคโนโลยีควบคุมสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างไร?
กล้อง AI ทำงานโดยการสแกนใบหน้าของผู้คนที่เข้าออกในพื้นที่ที่มีการติดตั้ง จากนั้นระบบจะเปรียบเทียบใบหน้ากับฐานข้อมูลผู้ต้องหาที่อยู่ในหมายจับ หากพบความตรงกัน ระบบจะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ทันที ทำให้สามารถดำเนินการจับกุมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
ตัวอย่างชัดเจนจากเหตุการณ์วันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 18.28 น. ที่จังหวัดหนองคาย เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว 5 ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบว่าพบผู้ต้องหาคดี “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นฯ” ซึ่งมีหมายจับที่ศาลจังหวัดชลบุรี นายประยูร อายุ 33 ปี ถูกจับกุมทันทีในขณะที่กำลังจะหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและแม่นยำของเทคโนโลยี
ผลการปฏิบัติการใน 3 เดือนที่ผ่านมา
- กล้อง AI ถูกติดตั้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
- สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 147 ราย
- ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวและสถานีขนส่งบนเส้นทางหลัก
- ช่วยรีดเวลาในการจับกุมจากหลายสัปดาห์ เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่สถานีขนส่งนครราชสีมาแห่งที่ 2 เมื่อ พ.ต.ท.เทพทัฬห์ ขจรเกียรติอาชา สารวัตรใหญ่ตำรวจท่องเที่ยว จ.นครราชสีมา ได้นำกำลังไปจับกุม นายสุภโชค อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาคดีครอบครองยาเสพติด ขณะที่เขาเดินทางจากจังหวัดขอนแก่นไปยังกรุงเทพฯ ทั้งที่หมายจับของเขาใกล้หมดอายุความ
ในขณะที่นายสุภโชคเตรียมเข้าห้องน้ำเจ้าหน้าที่กล้อง AI ได้แจ้งเตือนทันที และเมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำก็ถูกควบคุมตัวในทันที แม้จะมีการขัดขืนเล็กน้อย แต่เมื่อพบหลักฐานจากสัมภาระ เช่น ยาบ้าซุกซ่อนในขวดลูกอม ก็ยอมรับสารภาพทันที
การใช้ กล้อง AI โดยตำรวจท่องเที่ยวไฮเทค ไม่เพียงป้องกันอาชญากรรม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปว่าหน่วยงานตำรวจมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้การตั้งเป้าหมายใหม่ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวคือการขยายเครือข่ายกล้อง AI ไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ เพื่อให้การป้องกันอาชญากรรมครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
แนวทางนี้เป็นการผสมผสานระหว่างแรงงานคนกับเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับสังคมในรูปแบบที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การจับกุมเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้กระทำความผิดว่าพวกเขาจะถูกตามจับได้ทุกที่ทุกเวลา
ระบบกล้อง AI จึงถือเป็นตัวช่วยสำคัญเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในประเทศไทยในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีนี้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ควรนำไปพัฒนาและยอมรับอย่างเต็มที่
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีหรือความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว อาชญากรรมประเภทต่าง ๆ หรือการพัฒนาของงานตำรวจในประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและปรับตัวให้เข้ากับยุคที่ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของข้อมูล
ที่มา – ตำรวจท่องเที่ยวไฮเทค ใช้กล้อง AI ล่าผู้ต้องหากว่า 3 เดือนจับแล้ว 147 ราย


