ต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท
ต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐประเมินค่าใช้จ่ายของกองทัพในการทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วมากกว่า 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.59 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สูงกว่าประมาณการเดิมเมื่อเดือนกรกฎาคมมากกว่า 25% และสะท้อนให้เห็นว่าภาระทางการเงินของสงครามอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเพียงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้เพื่อฟื้นฟูศักยภาพของกองทัพสหรัฐหลังการสู้รบ โดยเฉพาะการจัดหาอาวุธ กระสุน เครื่องบิน โดรน และอุปกรณ์ทางทหารที่ถูกใช้หรือได้รับความเสียหายระหว่างสงคราม
ต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท กระทบงบประมาณสหรัฐ
เอกสารที่สื่อหลายแห่งได้รับระบุว่า สหรัฐอาจต้องใช้งบประมาณมากกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 982,200 ล้านบาท เพื่อจัดหาอาวุธและกระสุนมาทดแทนสิ่งที่ใช้ไปในสงคราม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นภาระก้อนใหญ่ เพราะยุทโธปกรณ์สมัยใหม่มีราคาสูง และการผลิตทดแทนอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่ประชาชนทั่วไปคาดคิด
นอกจากนี้ สหรัฐยังอาจต้องใช้งบประมาณมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 203,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนอุปกรณ์ทางทหารที่สูญเสียไป ซึ่งรวมถึงเครื่องบินและโดรนจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบของสงครามไม่ได้จบลงทันทีเมื่อการปฏิบัติการทางทหารลดลง แต่ยังส่งต่อไปยังงบประมาณด้านความมั่นคงอีกหลายปี
ต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท ยังมีค่าใช้จ่ายแฝง
สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายกังวลคือ ตัวเลข 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอาจยังไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสงคราม เพราะยังไม่ชัดเจนว่าการประเมินครั้งนี้รวมงบประมาณสำหรับซ่อมแซมฐานทัพสหรัฐที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากยังไม่รวม ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
ฐานทัพเป็นโครงสร้างสำคัญที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นรันเวย์ โรงเก็บเครื่องบิน ระบบเรดาร์ ศูนย์บัญชาการ คลังอาวุธ ระบบสื่อสาร หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศ ความเสียหายเพียงบางส่วนก็อาจทำให้ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงต้องจัดสรรกำลังคนและเวลาเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย
หากพิจารณาภาพรวม ค่าใช้จ่ายของสหรัฐสามารถแบ่งออกได้หลายด้าน ดังนี้
- ค่าใช้จ่ายในการส่งกำลังพลและปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ขัดแย้ง
- ค่าอาวุธและกระสุนที่ใช้ไปในการโจมตีหรือป้องกันประเทศ
- ค่าซ่อมบำรุงและจัดหาเครื่องบิน โดรน และอุปกรณ์ทางทหารทดแทน
- ค่าฟื้นฟูฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง
- ค่าใช้จ่ายระยะยาวสำหรับการดูแลกำลังพลและผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ก่อนหน้านี้ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เคยประเมินค่าใช้จ่ายไว้ที่ประมาณ 37,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 ล้านล้านบาท เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ตัวเลขล่าสุดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความแม่นยำของการประเมินงบประมาณในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และทำให้สังคมจับตาว่าจะมีการปรับตัวเลขขึ้นอีกหรือไม่
การเปิดเผยข้อมูลนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองจากสงครามที่ไม่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน ผลการเลือกตั้งจะมีผลต่อการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และอาจกำหนดทิศทางการอนุมัติงบประมาณด้านความมั่นคงในอนาคต
นอกจากภาระงบประมาณโดยตรงแล้ว สงครามยังส่งผลต่อราคาพลังงานทั่วโลก เมื่อความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลาง นักลงทุนและตลาดพลังงานมักกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งและแหล่งผลิตน้ำมัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมกระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการเดินทาง และราคาสินค้าในหลายประเทศ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและความไม่พอใจต่อสงครามอาจทำให้คะแนนนิยมของผู้สมัครพรรครีพับลิกันลดลง รวมถึงกระทบต่อคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในเวลานั้น แม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแบบฉิวเฉียด แต่แรงกดดันจากประชาชนอาจทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสงครามและงบประมาณเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากขึ้น
ในมุมของประชาชน คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าสงครามใช้งบประมาณไปแล้วเท่าไร แต่ยังรวมถึงความคุ้มค่า เป้าหมายของการทำสงคราม และแผนการยุติความขัดแย้ง หากไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นจากทั้งการปฏิบัติการ การซ่อมแซม และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ใหม่ ขณะเดียวกัน เงินจำนวนดังกล่าวอาจเป็นงบประมาณที่ถูกนำไปใช้กับสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน หรือการช่วยเหลือประชาชนได้เช่นกัน
โดยสรุป ต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่สะท้อนภาระทางการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐ และอาจยังเพิ่มขึ้นหากรวมค่าซ่อมแซมฐานทัพและค่าใช้จ่ายระยะยาวทั้งหมดแล้ว เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า สงครามมีต้นทุนมากกว่าค่าอาวุธที่ใช้ในสนามรบ และผลกระทบยังส่งต่อถึงเศรษฐกิจ การเมือง และชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
มุมมองน่าคิด: ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นควรทำให้ทุกฝ่ายติดตามความโปร่งใสของงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพราะการประเมินต้นทุนอย่างรอบด้านจะช่วยให้สังคมเห็นภาพจริงและร่วมกันตั้งคำถามต่อทิศทางของสงครามได้มากขึ้น
ที่มา – สหรัฐแบกต้นทุนสงครามอิหร่านพุ่ง 1.59 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมค่าซ่อมฐานทัพ