ทนายตั้มพาผู้บริจาคแจ้งความ ปมเงินมูลนิธิองค์กรทำดี
ประเด็นเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีกำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลัง ทนายตั้มพาผู้บริจาคแจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้เงินบริจาคและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง โดยผู้บริจาคหลายรายระบุว่าเคยโอนเงินตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนบาท ด้วยความตั้งใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและประชาชนตามแนวชายแดน
ทนายตั้มพาผู้บริจาคแจ้งความ ปมเงินบริจาค
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายเกือบ 10 รายเดินทางเข้าพบตำรวจ พร้อมนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการโอนเงินและการบริจาคมามอบให้เจ้าหน้าที่ ผู้บริจาคเปิดเผยว่าในช่วงแรกมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของมูลนิธิ รวมถึงติดตามภารกิจช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจร่วมบริจาคโดยคาดหวังว่าเงินและสิ่งของจะถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ผู้บริจาคบางรายจึงรู้สึกไม่สบายใจ และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ทั้งนี้ ข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ยังเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อสงสัย ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนและพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ก่อนจะสรุปว่าใครมีความผิด
ทนายตั้มพาผู้บริจาคแจ้งความ ใครได้รับผลกระทบบ้าง
หนึ่งในผู้บริจาคเปิดเผยว่าได้บริจาคเงินจำนวน 90,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยตัดสินใจบริจาคจากความเชื่อถือและความตั้งใจที่จะช่วยประชาชนที่กำลังเดือดร้อน หากมีการคืนเงินก็มีความประสงค์จะนำเงินไปบริจาคให้โรงพยาบาลแทน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริจาคไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องการความชัดเจนว่าเงินถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์หรือไม่
ขณะที่ผู้บริจาคอีกรายระบุว่าเคยบริจาคเงินรวมกว่า 70,000 บาท และเมื่อรวมสิ่งของที่นำไปช่วยเหลือแล้วมีมูลค่ามากกว่า 200,000 บาท โดยเคยสนับสนุนทั้งเงินค่าน้ำมันสำหรับทีมกู้ภัย อาหารแห้ง และสิ่งของสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ผู้บริจาครายนี้ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะเรียกเงินคืน หากเงินทั้งหมดถูกใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยจึงอยากเห็นการตรวจสอบที่โปร่งใส
ประเด็นกฎหมายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ทนายตั้มระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายข้อหา เช่น ฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน โดยต้องให้ตำรวจพิจารณาจากพฤติการณ์ เอกสารการโอนเงิน การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และเส้นทางการใช้จ่ายจริง หลักกฎหมายจะพิจารณาเป็นรายประเด็น ไม่สามารถตัดสินจากกระแสข่าวหรือความรู้สึกของสังคมเพียงอย่างเดียว
ในทางกฎหมาย ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจะต้องพิจารณาว่ามีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง จนทำให้ประชาชนหลงเชื่อและมอบเงินหรือไม่ ส่วนกรณียักยอกทรัพย์จะพิจารณาว่าเงินได้เข้าสู่การดูแลขององค์กรแล้วมีผู้ใดนำไปใช้โดยไม่มีสิทธิหรือไม่ ขณะที่ประเด็นฟอกเงินต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและเจตนาที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
- หลักฐานการโอนเงิน: สลิป รายการเดินบัญชี และวันที่ทำรายการ
- วัตถุประสงค์การบริจาค: ข้อความประชาสัมพันธ์หรือคำชี้แจงก่อนรับเงิน
- เอกสารการใช้จ่าย: ใบเสร็จ รายการจัดซื้อ และหลักฐานการส่งมอบสิ่งของ
- เส้นทางการเงิน: บัญชีของมูลนิธิ บุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบมูลนิธิควรทำอย่างไร
การตรวจสอบมูลนิธิควรดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีอำนาจและเป็นกลาง พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำเอกสารมาชี้แจง ผู้เกี่ยวข้องควรรวบรวมบัญชีรายรับรายจ่าย รายงานการประชุม สัญญาจัดซื้อ และหลักฐานการช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเงินบริจาคแต่ละก้อนถูกใช้ไปกับภารกิจใด นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าการจ่ายค่าบริการหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ มีความจำเป็น สอดคล้องกับภารกิจ และได้รับอนุมัติตามขั้นตอนหรือไม่
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลนิธิอื่นหรือบุคคลที่เข้ามาทำงานร่วมกัน เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแยกตรวจสอบเป็นกรณี ๆ ไป ไม่ควรนำข้อมูลของแต่ละองค์กรมาเหมารวมกัน เพราะมูลนิธิแต่ละแห่งมีโครงสร้างการทำงาน แหล่งเงินทุน และระเบียบภายในแตกต่างกัน การตรวจสอบที่รอบคอบจะช่วยคุ้มครองทั้งผู้บริจาค ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่ถูกกล่าวถึง
กรณีที่มีการพูดถึงการเตรียมเงิน 5 ล้านบาทเพื่อประกันตัวของบุ๋ม ปนัดดา เป็นข้อมูลที่ทนายตั้มระบุว่าได้รับทราบมา โดยยังไม่ใช่ข้อยุติของคดี การประกันตัวเป็นสิทธิที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถใช้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ จำนวนผู้เสียหาย ความเสี่ยงในการหลบหนี และโอกาสยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประชาชนที่ต้องการบริจาคในอนาคต ควรตรวจสอบชื่อองค์กร สถานะการจดทะเบียน บัญชีรับบริจาค และรายงานผลการดำเนินงานก่อนโอนเงินทุกครั้ง หากเป็นไปได้ควรเก็บสลิปและข้อความประชาสัมพันธ์ไว้ เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลัง การบริจาคผ่านช่องทางที่ชัดเจนและมีการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้เงินช่วยเหลือไปถึงผู้เดือดร้อนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
โดยสรุป ทนายตั้มพาผู้บริจาคแจ้งความ เป็นการเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินบริจาคและการดำเนินงานของมูลนิธิ ประเด็นสำคัญในเวลานี้คือการรอหลักฐานจากตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังคำชี้แจงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม สังคมควรติดตามข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และไม่ตัดสินใครก่อนกระบวนการยุติธรรมจะได้ข้อสรุป
มุมมองที่สำคัญคือ ความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของมูลนิธิเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริจาคทุกคน หากหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินอย่างเข้าใจง่ายและตรวจสอบได้ ก็จะช่วยให้การช่วยเหลือสังคมเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
ที่มา – ‘ทนายตั้ม’ พาผู้บริจาคแจ้งความ ปมเงิน ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ แย้ม ‘บุ๋ม’ เตรียม 5 ล้านประกันตัว

