“ทรัมป์” เลิกกำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษ ของขวัญคิงชาลส์
ข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองและเศรษฐกิจโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศยกเลิกกำแพงภาษีนำเข้าวิสกี้อังกฤษทั้งหมด เพื่อเป็นของขวัญสุดพิเศษถวายแด่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ในการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด “ทรัมป์” เลิกกำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษ เป็นของขวัญ “คิงชาลส์” เสด็จเยือนสหรัฐ นับเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติเก่าแก่
“ทรัมป์” เลิกกำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษ เป็นของขวัญ “คิงชาลส์” เสด็จเยือนสหรัฐ
จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับวิสกี้ทุกยี่ห้อจากสหราชอาณาจักรทันที เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการเสด็จเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นั้น เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันเวลาก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จกลับสหราชอาณาจักร ทำให้เป็นของขวัญที่ทันสมัยและน่าประทับใจ ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า ‘ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จมาสหรัฐ’ ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพในราชวงศ์อังกฤษ แม้จะมีประวัติศาสตร์การแยกทางกันในอดีต
กำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
กำแพงภาษีวิสกี้ถูกตั้งขึ้นในสมัยทรัมป์ชุดแรกเมื่อปี 2018 หลังเกิดข้อพิพาททางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 25% สำหรับวิสกี้สกอตช์และไอริช ทำให้ราคาในตลาดอเมริกาสูงขึ้น ผู้ผลิตใน UK เสียหายหนัก ล่าสุด “ทรัมป์” เลิกกำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษ เป็นของขวัญ “คิงชาลส์” เสด็จเยือนสหรัฐ จึงเป็นการคลายล็อกที่ทุกฝ่ายรอคอย
สำนักพระราชวังบักกิงแฮมตอบรับทันที โดยระบุว่าพระเจ้าชาลส์ทรงส่งคำขอบพระทัยอย่างจริงใจต่อทรัมป์ การเคลื่อนไหวนี้นอกจากช่วยอุตสาหกรรมวิสกี้แล้ว ยังเป็นสัญญาณของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ US-UK หลัง Brexit
ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหราชอาณาจักร
กระทรวงการค้าสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ว่า นี่เป็นข่าวดีขั้นสุดยอดสำหรับอุตสาหกรรมวิสกี้ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเกือบ 1,000 ล้านปอนด์ หรือราว 44,212 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด
- เพิ่มยอดส่งออก: คาดว่ายอดขายจะพุ่ง 20-30% ในปีหน้า หลังราคาถูกลง
- สร้างงาน: อุตสาหกรรมนี้จ้างงานกว่า 40,000 คนในสกอตแลนด์และเวลส์
- กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: ช่วยโรงกลั่นเก่าแก่และชุมชนท้องถิ่น
- เสริมภาพลักษณ์: วิสกี้สกอตช์จะเข้าถึงผู้บริโภคอเมริกันง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่ผู้ผลิตเผชิญในช่วงหลังโควิด
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของทรัมป์ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าธรรมดา แต่เป็น ‘diplomacy ของขวัญ’ ที่ผสมผสานการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสองประเทศนี้ดูอบอุ่นขึ้น
สำหรับคนรักวิสกี้อย่างเราๆ นี่คือโอกาสทองที่จะได้ลิ้มรสวิสกี้แท้จาก UK ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ลองนึกภาพจิบ Johnnie Walker หรือ Glenfiddich ในราคาที่ถูกลงสิ! คุณคิดว่าการเลิกภาษีครั้งนี้จะเปลี่ยนเกมการค้าสากลอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบวิสกี้ได้รู้ด้วยนะครับ
ที่มา – “ทรัมป์” เลิกกำแพงภาษีวิสกี้อังกฤษ เป็นของขวัญ “คิงชาลส์” เสด็จเยือนสหรัฐ