นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย
นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยมีรายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยรวม 18 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า รัฐบาลมีความพร้อมชี้แจงทุกประเด็นต่อประชาชน และมองว่าการอภิปรายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศก็ได้รับทราบรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกเสนอให้อภิปรายทันที อย่างไรก็ตาม ไม่มีความกังวลเป็นพิเศษ เพราะคณะรัฐมนตรีทุกคนเตรียมพร้อมตอบข้อสงสัยอยู่แล้ว รัฐบาลพร้อมนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และผลงานในแต่ละกระทรวงมาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบอย่างตรงไปตรงมา
นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย
เมื่อถูกถามว่ารู้สึกแปลกใจหรือไม่ที่รายชื่อผู้ถูกอภิปรายส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินระบุว่า หากไม่มีรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคเลยจึงจะเป็นเรื่องแปลก เพราะพรรคเป็นแกนนำรัฐบาลและมีหน้าที่รับผิดชอบงานหลายด้าน รัฐมนตรีทุกคนจึงต้องพร้อมเข้าสู่การตรวจสอบตามกลไกของสภาผู้แทนราษฎร
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคภูมิใจไทยมีการประชุมเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำให้รัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าของงานและประเด็นทางการเมืองอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีการย้ำให้รัฐมนตรีที่มีรายชื่อถูกอภิปรายเตรียมข้อมูลและแนวทางชี้แจงอย่างละเอียด ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่มีรายชื่อก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน หากมีการพาดพิงถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือได้รับมอบหมายให้ช่วยตอบคำถามแทนนายกรัฐมนตรี
การเตรียมข้อมูลรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สำหรับการชี้แจง นายอนุทินมองว่า รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจะเป็นผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลงานโดยตรงและเข้าใจรายละเอียดของนโยบาย รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานในแต่ละเรื่อง นายกรัฐมนตรีจึงไม่จำเป็นต้องตอบทุกประเด็นด้วยตนเอง แต่จะพิจารณาว่าเรื่องใดควรมอบหมายให้รัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีคนใดเป็นผู้ชี้แจง
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ฝ่ายค้านเท่านั้น รัฐบาลต้องการใช้เวทีอภิปรายเพื่ออธิบายถึงที่มาของนโยบาย ผลการทำงาน และเหตุผลของการตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจมีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
ด้านการรวบรวมข้อมูล คาดว่าจะมีฝ่ายข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลให้รัฐมนตรี โดยอาจจัดตั้งห้องปฏิบัติการหรือศูนย์ประสานงานเพื่อรวบรวมคำถาม ประเด็นข้อกล่าวหา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงส่งต่อให้รัฐมนตรีใช้ประกอบการชี้แจง การทำงานลักษณะนี้จะช่วยให้การตอบคำถามมีความครบถ้วนและอ้างอิงข้อเท็จจริงได้มากขึ้น
- รัฐมนตรีที่มีรายชื่อ ต้องเตรียมข้อมูลของกระทรวงอย่างละเอียด
- รัฐมนตรีที่ไม่มีรายชื่อ ต้องพร้อมตอบหากมีการพาดพิงถึงงานที่รับผิดชอบ
- ฝ่ายข้าราชการประจำ มีบทบาทรวบรวมข้อมูลและเอกสารสนับสนุน
- นายกรัฐมนตรี จะมอบหมายผู้ตอบตามความเกี่ยวข้องกับแต่ละประเด็น
กำหนดวันอภิปรายต้องสอดคล้องกับภารกิจรัฐบาล
ส่วนกรอบเวลาการอภิปราย นายกรัฐมนตรีระบุว่า โดยปกติการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน รัฐบาลไม่มีปัญหากับระยะเวลาดังกล่าว แต่ต้องประสานกับสภาผู้แทนราษฎรให้เหมาะสม เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันอาจมีการประชุมอาเซียน การประชุมเอเปค และภารกิจต้อนรับผู้นำต่างประเทศหลายราย
นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อกำหนดวันที่ทำให้รัฐบาลสามารถเข้าร่วมรับฟังและชี้แจงได้อย่างเต็มที่ การจัดตารางล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาการต้องเดินทางเข้าออกระหว่างภารกิจ และทำให้รัฐมนตรีสามารถให้ความสำคัญกับการอภิปรายได้ตลอดช่วงเวลาที่กำหนด
สำหรับกรณีที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมยื่นญัตติอภิปรายในครั้งนี้ นายอนุทินระบุว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคการเมืองที่จะตัดสินใจตามแนวทางของตนเอง โดยการยื่นญัตติหรือการไม่ร่วมยื่นต้องดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญและข้อบังคับของสภา รัฐบาลจะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจดังกล่าว และจะเตรียมตัวตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับการด่วนสรุปว่าการมีรายชื่อรัฐมนตรีจำนวนมากหมายถึงฝ่ายค้านไม่มีข้อมูล เพราะการอภิปรายเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน หากมีจำนวนเสียงสนับสนุนเพียงพอก็สามารถยื่นญัตติได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามและแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอีกเรื่องคือการอภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสภา นายอนุทินย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องศึกษากฎหมายและใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง เพราะมีกฎหมายคุ้มครองบุคคลและกำหนดกรอบการอภิปรายไว้อยู่แล้ว การตรวจสอบรัฐบาลควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
เวทีอภิปรายคือโอกาสสื่อสารกับประชาชน
นายอนุทินมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้มีเพียงด้านลบ เพราะเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านนำเสนอข้อสังเกตและคำวิจารณ์ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สามารถนำผลงานที่ดำเนินการไปแล้วมาอธิบายต่อสาธารณะได้อย่างเป็นระบบ รัฐมนตรีควรรับฟังข้อเสนอที่มีเหตุผล และนำประเด็นที่เป็นประโยชน์ไปปรับปรุงการทำงาน
ในมุมของรัฐบาล เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนรัฐบาลทำหน้าที่ชี้แจงและรับผิดชอบต่อผลการบริหารประเทศ การอภิปรายที่สร้างสรรค์ควรทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลรอบด้าน สามารถเปรียบเทียบเหตุผลของแต่ละฝ่าย และประเมินการทำงานของรัฐบาลได้ด้วยตนเอง
นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย เพราะเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบจะช่วยให้รัฐบาลอธิบายผลงานและแก้ไขจุดบกพร่องได้ เวทีอภิปรายครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่ยังเป็นบททดสอบเรื่องความโปร่งใส ความพร้อม และความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วย สิ่งที่ประชาชนควรติดตามคือข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย และพิจารณาจากข้อเท็จจริงมากกว่าถ้อยคำทางการเมือง
ท้ายที่สุด การอภิปรายจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทุกฝ่ายใช้เวทีสภาอย่างสุจริต นำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง
ที่มา – นายกฯไม่หวั่น‘ฝ่ายค้าน’เปิดศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย