นายกฯอนุทินเรียกถกปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนประชุมครม.
นายกฯอนุทินเรียกถกปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนประชุมครม.
กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเริ่มการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียกบรรดารัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องขึ้นไปหารือเป็นการด่วนบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ นายกฯอนุทินเรียกถกปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนจำนวนมากที่เคยได้รับสิทธิ์แต่กลับถูกตัดสิทธิ์ในรอบล่าสุดนี้
การหารือในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันวางแผนปรับหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมและครอบคลุมผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ
เบื้องหลังการประชุมและท่าทีของนายกฯ อนุทิน
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่อง นายกฯอนุทินเรียกถกปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ทางนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายละเอียดเชิงลึก เพียงแค่ทักทายสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีว่า “หนีห่าว” และ “หว่อ ซาง ฮาว” สร้างสีสันการเมืองให้กับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการประชุม ครม. ในวันดังกล่าวมีรัฐมนตรีลางานหลายท่าน อาทิ:
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์
- นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ
- นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
- นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย
เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า หลังจากที่ นายกฯอนุทินเรียกถกปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนี้ จะมีการประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์หรือแนวทางการทบทวนสิทธิ์อย่างไร เพื่อให้ผู้ที่หลุดออกจากระบบได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดในขณะนี้คือความชัดเจนในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐที่ไม่ควรตกหล่นไปหากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาหรือประกาศข่าวดีออกมาให้ประชาชนได้ใจชื้นกันเมื่อไหร่