นายกฯไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา
เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า นายกฯไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรณีที่ทางประเทศจีนประสงค์จะก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการแสดงท่าทีที่เปิดกว้างและพร้อมเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความมั่นคงระดับภูมิภาคกำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง
นายกฯไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อผลประโยชน์ชาติ
จากการให้สัมภาษณ์ ณ กองบัญชาการกองทัพไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชัดเจนว่า การเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้จะมีการหารือประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง โดยย้ำว่าจีนคือ “มหามิตร” ที่สนับสนุนไทยมาโดยตลอด สำหรับข้อสงสัยที่ว่าจีนอาจเข้ามาเป็นตัวกลางในปัญหาชายแดนนั้น นายกฯ ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า นายกฯไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา หากสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งทางออกที่ดีและเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-เพื่อนบ้าน
นอกจากเรื่องความสัมพันธ์กับจีนแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งหาทางคลี่คลายร่วมกับเมียนมา โดยนายกฯ ได้วางกลยุทธ์การเจรจาไว้บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่างประเทศยุคปัจจุบัน
- การกระชับความร่วมมือทางทหารและยุทธโธปกรณ์
- การยึดถือผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้งในทุกการเจรจา
- การเปิดรับมิตรไมตรีจากมหาอำนาจที่มีความสัมพันธ์อันดี
ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลไทยเลือกเปิดกว้างรับฟังข้อเสนอจากประเทศมหาอำนาจเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการสร้างสมดุลเชิงอำนาจที่ชาญฉลาดในเวทีโลก ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การหารือระดับสูงที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ จะนำไปสู่บทสรุปที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อเขตแดนและเสถียรภาพของไทยได้มากน้อยเพียงใด