ป.ป.ช. ขุดพิรุธ สิมิลัน-อ่าวพังงา ทำรายได้หด!
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกคำสั่งที่ 854/2568 แต่งตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ (ฉก.ป.ป.ช.ภาคใต้) ครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด
ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเฉพาะในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน (ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน) ตามคำสั่ง 850/2567 โดยมีที่มาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเห็นชอบให้มีการบริหารงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชให้มีความโปร่งใส ใช้งบประมาณอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ตามข้อเสนอของสำนักงาน ป.ป.ช.

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังพบว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการอย่างครบถ้วน โดยยังมีการจัดเก็บรายได้ในรูปแบบเงินสด ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของเงินรายได้และอาจนำไปสู่การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ภาคใต้ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจดังกล่าว โดยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 8–9 ทำหน้าที่ที่ปรึกษา, ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง เป็นประธานคณะทำงาน, ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน ส่วน กลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ
คณะทำงานชุดนี้มีภารกิจหลักในการตรวจสอบ ติดตาม เฝ้าระวัง และป้องปรามการทุจริต รวมถึงติดตามสถานการณ์การจัดเก็บรายได้และการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติราชการที่เหมาะสม เฝ้าระวังความเสี่ยงเชิงระบบ และดำเนินการตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง (Cross-check) เพื่อให้การจัดเก็บรายได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
โดยล่าสุด นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต ในฐานะคณะทำงานและเลขานุการชุดเฉพาะกิจ ร่วมกันเปิดเผยและสรุปผลจากที่ คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์การจัดเก็บรายได้และการบริหารอุทยานแห่งชาติในกลุ่มอันดามัน ตามการเผยแพร่ข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 16 อุทยานแห่งชาติพบว่า มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 10 อุทยาน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 6 อุทยาน ทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวของอุทยานกลุ่มอันดามัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวน 4.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 7 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.68 ของปีงบประมาณที่ผ่านมา

ในขณะที่การจัดเก็บรายได้ พบว่า มีอุทยานที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 13 อุทยาน และมีรายได้ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 3 อุทยาน ทำให้รายได้รวมของอุทยานในกลุ่มอันดามัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีรายได้ประมาณ 1,141 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 45 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 3.79 ของปีงบประมาณที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานฯ กลับพบข้อสังเกต ที่น่าสนใจ ในการลงพื้นที่ ดังนี้
- อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีรายได้ประมาณ 10.7 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีรายได้ประมาณ 17.7 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 65.42 ของปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ คณะทำงานฯ ได้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อเฝ้าระวัง และสังเกตการณ์ ณ เกาะกระดาน และการให้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ทำให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น
- อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีรายได้ประมาณ 629 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีรายได้ประมาณ 648 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขี้นจำนวน 19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.02 ของปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ คณะทำงานฯ ได้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อเฝ้าระวัง และสังเกตการณ์ ณ อ่าวมาหยา และการให้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ทำให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น

- อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีรายได้ประมาณ 149 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีรายได้ประมาณ 115 ล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 34 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 22.82 ของรายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประมาณ 8.4 หมื่นคน แต่เมื่อจำแนกประเภทนักท่องเที่ยวชาวไทยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ลดลงถึง 9.4 หมื่นคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยกลับเพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นคน โดยการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมการจดบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ในสมุด แต่ไม่มีการจัดเก็บรายได้ในทันที โดยให้เหตุผลว่า จะเก็บกับเรือเที่ยวสุดท้ายของผู้ประกอบการแต่ละราย นอกจากนี้ ตั๋วที่นำมาใช้ในดังกล่าว เป็นตั๋วของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน
นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงา เป็นแห่งเดียวในฝั่งอันดามัน ที่มีการจัดเก็บรายได้แบบ E-Ticket เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ พบข้อสังเกต ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีรายได้ประมาณ 243 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีรายได้ประมาณ 197 ล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 46 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 18.93 ของปีงบประมาณที่ผ่านมา แต่ตัวเลขสำคัญจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประมาณ 5.5 หมื่นคน เมื่อจำแนกประเภทนักท่องเที่ยวชาวไทยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ต้องจ่ายค่าตั๋วอุทยาน 500 บาท ลดลงถึง 1.05 แสนคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ต้องจ่ายค่าตั๋วอุทยาน 100 บาท กลับเพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นคน

นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าว ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน มีนาคม 2568 ที่ชุด ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงา มีการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการที่ไม่ตรวจสอบ E-Ticket ของบริษัทต่างๆ ที่เข้าไปภายในอุทยาน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว มากกว่าจำนวนตั๋วที่จัดจำหน่าย หรือมีการจำหน่ายตั๋วนักท่องเที่ยวในราคาคนไทย แต่เมื่อตรวจนับปรากฏเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในส่วนของทางคดีเรื่องนี้ซึ่งมีนัยยะสำคัญ ที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึก โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกเหตุอันควรสงสัยกรณีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตในการจัดเก็บรายได้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตามมาตรา 35 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งในวันนี้ทางอุทยาน ก็ยังไม่ดำเนินการจัดหามาตรการป้องกัน โดยที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ตรวจนับได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส อย่าให้มีเงินรั่วไหลหรือมีการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้น
ขณะที่ นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมว่า ในส่วนของอุทยานที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอุทยานที่ให้ความร่วมมือพร้อมจะขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหากับทางคณะทำงานชุดเฉพาะกิจอย่างเต็มที่ ส่วนข้อสังเกตที่การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอาจมีผลมาจากการติดตั้งกล้องวงจรปิดและการติดตามเฝ้าระวังจากคณะทำงานชุดนี้
ส่วนที่ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ยอดการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น เท่ากับว่า ก่อนหน้านี้หรือที่ผ่านมานั้นมีความไม่โปร่งใส่ในการจัดเก็บ ทำให้เงินรั่วไหลออกไปหรือไม่ นายบัณฑิต ตอบว่า จากที่คณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว เข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะเราได้เอากล้องวงจรปิดลงไปช่วยในการตรวจสอบการจัดเก็บรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะเราไม่สามารถลงไปเฝ้าติดตามได้ตลอด จึงได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตัวเลขจึงเพิ่มขึ้นจริง

“ เราจะเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราจะเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดว่าการเฝ้าระวังมากขึ้น เข้มข้นมากขึ้น ทำงานอย่างถึงลูกถึงคนมากขึ้น ผลเป็นอย่างไร เงินที่เล็ดลอดออกไป หรือไม่โปร่งใส วิธีการทำงานของเราก็จะไปอุดตรงนั้น การลงพื้นที่ไปเพื่อดูช่องว่างในการปฎิบัติหน้าที่ เพื่อให้เงินไม่รั่วไหลออกไปจากรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฎิบัติหน้าที่ในการจัดเก็บและมีส่วนร่วม ต้องเคร่งครัด ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ สุจริต ต้อมมี”
ปัจจุบันนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นตามมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี มีเพียงอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงา เท่านั้น ที่เป็นอุทยานนำร่องในการใช้ระบบ E – Ticket ในพื้นที่กลุ่มอันดามัน แต่มีเพียงแค่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงาเท่านั้น ที่ใช้ระบบ E – Ticket 100 เปอร์เซ็นต์ นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการตรวจสอบของ “ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน” ไม่เพียงชี้ให้เห็นภาพความร่วมมือของเจ้าหน้าที่อุทยานที่ช่วยให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างโปร่งใส แต่ยังสะท้อน “ความเปราะบาง” ในระบบจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ยังเปิดช่องให้เกิดการรั่วไหล โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่มีข้อสังเกตถึงความผิดปกติของข้อมูลนักท่องเที่ยวและตั๋วเข้าอุทยาน

กรณีของ “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงา” ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ แม้จะใช้ระบบ E–Ticket เต็มรูปแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับพบตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปนับแสนคน และรายได้หดกว่า 46 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาเยือนในระบบ ข้อมูลดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการตรวจสอบเชิงลึก โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นพ้องว่าอาจมีพฤติการณ์เข้าข่าย “เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตในการจัดเก็บรายได้” หรือไม่ และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. เพื่อสืบสวนต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงตอกย้ำว่า ปัญหาการรั่วไหลของรายได้ในอุทยานไม่ได้อยู่ที่ระบบเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “กลไกของคน” ในกระบวนการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากขาดความซื่อสัตย์และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ย่อมเปิดทางให้การทุจริตเกิดขึ้นได้แม้ในระบบที่ทันสมัยที่สุด
การขยายพื้นที่ปฏิบัติการตั้ง “ฉก.ป.ป.ช.ภาคใต้” จึงเป็นทั้งมาตรการเชิงรุกและบททดสอบสำคัญของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าจะสามารถผลักดันให้ระบบบริหารจัดเก็บรายได้ของอุทยานทั่วภาคใต้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลอดจากเงามืดของผลประโยชน์ทับซ้อนที่กัดกินทรัพยากรของชาติได้มากน้อยเพียงใด.
ป.ป.ช. ขุดพิรุธตั๋วผี ‘สิมิลัน-อ่าวพังงา’ ทำรายได้หด
ข้อสังเกตการจัดเก็บรายได้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน-อ่าวพังงา
การตรวจสอบนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ
ที่มา – ป.ป.ช. ขุดพิรุธตั๋วผี ‘สิมิลัน-อ่าวพังงา’ ทำรายได้หดรวม 80 ล้าน เล็งขยายผลตั้ง ฉก.ภาคใต้ลุย





