ประธาน กมธ. ฝ่ายรัฐบาลโต้ฝ่ายค้าน ปมโรมบี้ขอโทษปธ.โสภณ
ประธาน กมธ. ฝ่ายรัฐบาลโต้ฝ่ายค้าน ปมโรมบี้ขอโทษปธ.โสภณ กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา หลังประธานคณะกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ พร้อมตอบโต้ข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่มองว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจเข้ามาจำกัดอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ
การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังประธานสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีการอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 เป็นกรอบสำคัญ ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าแนวทางที่กำหนดขึ้นไม่ได้เป็นการยึดอำนาจหรือปิดกั้นการทำงานของคณะกรรมาธิการ แต่เป็นการทำให้ขั้นตอนการทำงานมีความชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมาย
ประธาน กมธ. ฝ่ายรัฐบาลโต้ฝ่ายค้าน ปมโรมบี้ขอโทษปธ.โสภณ
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล ระบุว่า ประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเดิม แต่สามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งนี้ การทำงานของคณะกรรมาธิการยังสามารถตรวจสอบและติดตามเรื่องต่าง ๆ ได้ตามปกติ ขอเพียงดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
ฝ่ายรัฐบาลมองว่า คณะกรรมาธิการเป็นกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธานคณะกรรมาธิการ ดังนั้น การออกระเบียบ การลงมติ หรือการกำหนดวาระสำคัญควรได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ การที่ประธานคณะกรรมาธิการจะเรียกบุคคลหรือบรรจุเรื่องใดเข้าสู่วาระโดยลำพัง อาจทำให้เกิดข้อถกเถียงด้านอำนาจและความชอบธรรมได้
ประธาน กมธ. ฝ่ายรัฐบาลโต้ฝ่ายค้าน ปมโรมบี้ขอโทษปธ.โสภณ ชี้ต้องยึดข้อบังคับ
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการต้องยึดแนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะหลักการที่ระบุว่า มติหรือการดำเนินการสำคัญต้องอาศัยเสียงของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานเพียงคนเดียว พร้อมยืนยันว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือริบอำนาจของคณะกรรมาธิการตามที่มีการกล่าวหา
ขณะเดียวกัน นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้ชี้แจงกรณีมติ 8 ต่อ 0 ที่เตรียมเชิญประธานสภาฯ เข้าชี้แจงว่า ชื่อตนถูกระบุอยู่ในมติดังกล่าว แต่ตนไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ตั้งแต่ต้น จึงเตรียมเสนอให้ที่ประชุมทบทวนมติในการประชุมวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยขอให้พิจารณาญัตติของตนเป็นวาระแรก
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ภายในคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องอำนาจการเชิญบุคคลเข้าชี้แจง การรับเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และขั้นตอนการลงมติ ฝ่ายรัฐบาลจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับไปตรวจสอบข้อบังคับและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นปัญหาด้านกระบวนการรัฐสภา
นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการประชุมของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ มีปัญหาความวุ่นวายและขาดระเบียบหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องขอให้ประธานสภาฯ กำหนดแนวทางร่วมกันสำหรับคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยเฉพาะกรณีการรับเรื่องที่อาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ หรือการดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม
เขายังตั้งคำถามว่า หากการแจ้งให้คณะกรรมาธิการทุกคณะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับถูกมองว่าเป็นการคุกคามฝ่ายค้าน ก็อาจสะท้อนว่าบางฝ่ายไม่ต้องการยึดกฎหมายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อกล่าวหาทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายสามารถชี้แจงและนำหลักฐานมาแสดงต่อสาธารณะได้
สำหรับกรณีที่มีการเตรียมเชิญประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากประธานสภาฯ เป็นหนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ และการเชิญควรมีเหตุผลทางข้อบังคับที่ชัดเจน ไม่ใช่เกิดจากความขัดแย้งหรือการตีความอำนาจที่แตกต่างกัน
- ประเด็นอำนาจ: คณะกรรมาธิการต้องทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
- ประเด็นมติ: การดำเนินการสำคัญควรผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม ไม่ใช่การตัดสินใจโดยประธานเพียงคนเดียว
- ประเด็นการเชิญบุคคล: ควรมีเหตุผลและฐานอำนาจที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา
- ประเด็นความขัดแย้ง: ทุกฝ่ายควรใช้เวทีสภาฯ ในการชี้แจง มากกว่าการตอบโต้ผ่านถ้อยแถลงทางการเมือง
ภาพรวมของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับการตีความบทบาทของคณะกรรมาธิการและขอบเขตอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการด้วย การประชุมในวันที่ 5 พฤศจิกายนจึงน่าจับตา เพราะอาจมีการทบทวนมติ 8 ต่อ 0 และกำหนดทิศทางว่าจะเดินหน้าการเชิญประธานสภาฯ มาชี้แจงหรือไม่
ในมุมของประชาชน สิ่งที่ควรติดตามมากที่สุดคือการทำให้กระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาเดินหน้าอย่างโปร่งใสและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างมีหน้าที่เคารพกติกา หากทุกฝ่ายยึดข้อบังคับเป็นหลัก ความเห็นต่างก็สามารถคลี่คลายได้ด้วยเหตุผล และช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรในระยะยาว
ติดตามความคืบหน้าการทบทวนมติของคณะกรรมาธิการและท่าทีของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันประเมินว่าการตรวจสอบในสภาฯ จะเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา – ‘ประธาน กมธ. ซีกรัฐบาล ภูมิใจไทย’ โต้ ‘ฝ่ายค้าน’ ซัด ‘โรม’ เหิมเกริมบี้ขอโทษ ‘ปธ.โสภณ’


