ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภายในองค์กรอิสระธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่มันคือ “กับดักทางรัฐธรรมนูญ” ที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ได้ หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีในเวลานี้
หัวใจของปัญหาอยู่ที่ไหน?
ประเด็นหลักของ ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นั้น เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. คนปัจจุบัน ยังคงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
โดยเฉพาะการที่ท่านยังคงประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งอาจขัดต่อมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
รัฐธรรมนูญเป็นตัวชี้ขาด
ตามมาตรา 180 และ 182 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติชัดเจนว่า ตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนั้น พระองค์ย่อมมีพระราชอำนาจโดยตรงในการมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน
ข้อความนี้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. กสทช. มาตรา 18 และ 20 ที่กำหนดขั้นตอนการกราบบังคมทูลไว้อย่างเคร่งครัด
ดังนั้น เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องการขาดคุณสมบัติ ผู้ดำรงตำแหน่งควรจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และรอการพิจารณาจากขั้นตอนทางพระราชอำนาจ ไม่ใช่ฝืนดำเนินการต่อไป
ตัวอย่างจากอดีต
ในอดีต เคยมีกรณีของ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ที่เคยสร้างบรรทัดฐานสำคัญในการหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อเกิดประเด็นทางกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดโครงสร้างอำนาจ
การกระทำดังกล่าวเป็นการเคารพต่อกระบวนการและรักษามาตรฐานทางจริยธรรมเอาไว้ แม้ว่าจะต้องสูญเสียตำแหน่ง แต่ก็รักษาความถูกต้องตามกฎหมายไว้ได้
ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้มีหน้าที่ “เสนอ” และ “สนอง” พระบรมราชโองการ
หากนายกรัฐมนตรีปล่อยให้สถานะที่คลุมเครือนี้เนิ่นช้าออกไป หรือนิ่งเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ อาจถูกตีความได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดรัฐธรรมนูญโดยตรง
ยิ่งหากปล่อยให้ปัญหาลากยาว อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองของผู้รับผิดชอบกระบวนการทั้งหมด
ทางออกคืออะไร?
ทางออกของเรื่องนี้จึงมิใช่อยู่ที่การรักษาตัวบุคคลเอาไว้ แต่คือการรักษา “กระบวนการ”
- ต้องดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างโปร่งใสและทันท่วงที
- หากพบว่าขาดคุณสมบัติ ต้องรีบเสนอถวายความเห็นเพื่อให้พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
- ต้องไม่ยอมให้สถานะที่คลุมเครือดำเนินต่อไป
หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจดำเนินการอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญโดยเร็ว จะกลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและเสถียรภาพของรัฐบาลเอง
แต่หากยังคงนิ่งเฉย หรือพยายามปกป้องตัวบุคคลมากกว่ากระบวนการ ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะเลือกที่จะเคารพต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ หรือจะเลือกที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองชั่วคราว
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอนาคตของรัฐบาลในวันหน้า
ที่มา – ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช. อาจกลายเป็นกับดักเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี