ผู้ว่าฯธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด
ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤติพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้ออก ผู้ว่าฯธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนและปรับโครงสร้างพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมุมมองที่น่าสนใจ โดยชี้ว่าการใช้เงินกู้ควรเน้นที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม
ผู้ว่าฯธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด
พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินล่าสุด แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 200,000 ล้านบาทแรกสำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง และอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯธปท. ได้วิเคราะห์เบื้องต้นว่าหากใช้เงิน 300,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้น GDP ได้ 0.5-0.7% แต่สิ่งสำคัญคือต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘เงินเยียวยา’ กับ ‘การลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’
เหตุผลหลักจากเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม
เศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีลักษณะฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากและผู้ประกอบการ SME รายย่อยที่ได้รับผลกระทบหนักจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ผู้ว่าฯธปท. ย้ำว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้โดยตรง แทนการกระจายแบบกว้างๆ ที่อาจไม่เกิดประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนรายได้น้อยต้องเผชิญราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้เงินเฟ้อกระทบหนัก ขณะที่ SME ต้องปรับตัวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายรายใกล้ชิดกับการล้มละลาย หากพ.ร.ก.นี้มุ่งช่วยกลุ่มเหล่านี้ จะช่วยประคองกำลังซื้อและสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย
นโยบายการคลังมีประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้ว่าฯวิทัย ระบุชัดว่านโยบายการคลังเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ เพราะสามารถตอบสนองได้รวดเร็วและตรงจุด ขณะที่นโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ย ส่งผลกว้างแต่ใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผล ดังนั้น รัฐควรใช้เงินกู้จากพ.ร.ก. นี้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและมาตรการช่วยเหลือแบบ targeted
- กลุ่มเป้าหมายหลัก: ครัวเรือนฐานรากที่เดือดร้อนจากราคาพลังงาน
- SME รายย่อยที่ต้นทุนสูง
- โครงการพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดนำเข้า
- การฝึกอบรมแรงงานเพื่อปรับตัวสู่เศรษฐกิจใหม่
การประเมินของ ธปท. ชี้ว่ามาตรการนี้จะช่วยลดช่องว่างการฟื้นตัว ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมแข็งแกร่งขึ้น หากกระจายไม่ตรงจุด อาจกลายเป็นการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิผล สิ้นเปลืองงบประมาณในระยะยาว
นอกจากนี้ วิกฤติตะวันออกกลางยังทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติผันผวน ไทยที่นำเข้ากว่า 70% ของความต้องการพลังงาน ต้องเร่งปรับตัว การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต สร้างงานใหม่ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ
สำหรับภาคธุรกิจ นักลงทุนต่าง ๆ กำลังจับตาว่าพ.ร.ก.นี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร หากมุ่งเป้าตรงจุดตามคำชี้ของผู้ว่าฯธปท. จะเพิ่มความเชื่อมั่น ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นและค่าเงินบาท
สรุปแล้ว ผู้ว่าฯธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนโยบายรัฐในยุควิกฤติ
คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!
ที่มา – ผู้ว่าฯธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เหตุเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม