พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด
พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด
จากกรณีที่กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมช่วงหลัง เกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของวัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการที่มูลนิธิถือครองที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ด้วยโฉนดที่ขึ้นชื่อของอดีตไวยาวัจกร และข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายเสกสันต์ หรือที่เรียกกันว่า หมอบี ที่ออกมาเปิดเผยถึงการรับบริจาคโดยตรงไม่ผ่านทางวัด แต่ไปยังเจ้าอาวาสส่วนตัว
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด รวมถึงความไว้วางใจจากประชาชนที่อาจถูกบ่อนทำลาย โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สื่อมวลชนได้เดินทางไปสัมภาษณ์ พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ถึงกรณีที่เกิดขึ้น และมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนและทำให้เกิดเสื่อมศรัทธา
จงระวังผู้มาขอช่วยเหลือวัดอย่างบริสุทธิ์ใจ
พระพยอมได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ที่ปล่อยให้บุคคลภายนอกมาเปิดบัญชีรับเงินบริจาคแทนวัดเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย เพราะการที่บัญชีขึ้นชื่อของวัด แสดงถึงความเชื่อมั่นของคนทั่วไปในองค์กรพระพุทธศาสนาโดยตรง หากปล่อยให้บุคคลทั่วไปเปิดบัญชีแทน ย่อมมีความเสี่ยงที่เงินอาจจะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือกระทั่งเป็นประเด็นรั่วไหลในระบบบริหารจัดการของวัด
นอกจากนี้พระพยอมยังได้เน้นย้ำว่า สิ่งนี้อาจไม่ใช่การทำลายของพระศาสนา แต่เป็นความเสื่อมเสียที่เกิดขึ้นในกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อวัดหรือชื่อเจ้าอาวาสบริจาค สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำคือ การตรวจสอบให้ไล่เลียงว่าเรื่องที่เป็นข่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่ามีเจตนาที่ไม่โปร่งใส ในหลักของความยุติธรรมก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวัดไว้”
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน
“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” เป็นคำเตือนจาก พระพยอม ที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทยขณะนี้ ซึ่งแม้ในช่วงแรกบุคคลที่มาช่วยจัดหาเงินให้วัดจะดูมีความสมถะและใจบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อจำนวนเงินเพิ่มมากขึ้น บางครั้งก็อาจทำให้แนวคิดเปลี่ยนไป เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าเพื่อศาสนา
เขาได้เสนอแนวคิดว่าการทำหน้าที่โดยความบริสุทธิ์ใจนั้นควรมีตลอดระยะการปฏิบัติงาน ไม่ใช่แค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น การดำเนินการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันความเสื่อมเสียเช่นนี้ในอนาคต
บทเรียนสำคัญสำหรับวัดอื่นๆ
พระพยอมยังได้ให้คำแนะนำแก่วัดอื่นๆ ว่า “ควรวางหลักในเรื่องของการรับบริจาคให้ชัดเจน ที่สำคัญคือ อย่าให้ผู้ใดเปิดบัญชีแทนวัด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยส่วนตัวหรือบุคคลภายในทางวัด หากยังคงไว้วางใจคนแบบนี้ก็อาจนำความเสียหายมาให้ทางวัดในอนาคต”
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าหากกรณีที่เกิดขึ้นได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วนและชัดเจน ทุกประเด็นก็จะสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้ ซึ่ง พระพยอม มั่นใจว่าภายใน 7 วัน จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ก็จะรู้ว่าเรื่องนี้คลุมเครือจริงหรือว่าเป็นเพียงการเข้าใจผิด
สิ่งสำคัญคือให้ศาลตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจให้ชัดเรื่องการรับเงินบริจาคที่อาจเกิดจากประชาชนที่ไม่ได้มีเจตนาจะบริจาคให้ใครเป็นการส่วนตัว แต่ต้องการปวารณาให้วัดเพื่อประโยชน์ทางศาสนาโดยตรง
ดังนั้น ทั้งหน่วยงานวัด พุทธศาสนิกชน และประชาชนทั่วไป ควรติดตามการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และใช้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญในการป้องกันไม่ให้ไว้ใจคนง่ายๆ ที่อาจแสวงหาผลประโยชน์ได้ ทุกการบริจาคควรวางอยู่บนพื้นฐานแห่งความโปร่งใส จิตญาณุตา และความซื่อตรงต่อพุทธศาสนา
ขอให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างดี หากยังคลุมเครือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้佛法 (พระธรรม) กลับมาสู่ความบริสุทธิ์ สะอาด และออกไปจากราชการที่มัวหมอง เพื่อให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางของศรัทธาที่แท้จริงของคนไทยในยุคปัจจุบัน
ที่มา – ‘พระพยอม’ เตือนอย่าไว้ใจคน! ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด