พระราชดำรัส ร.9 กับการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

แนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากมีการหยิบยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ขึ้นกล่าวบนเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่ประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พระราชดำรัส ร.9 กับการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ยังคงมีความหมายและสามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สมาชิกวุฒิสภา ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับเสียงสะท้อนจากเวทีโลก หลังคริสตินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กล่าวถึงหลักคิดเรื่องการค่อย ๆ บ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างความเข้มแข็งตามกาลเวลา แนวคิดนี้สอดคล้องกับพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ตลอดระยะเวลาการทรงงาน

พระราชดำรัส ร.9 กับการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของพระราชดำรัสคือ การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มจากการสร้างพื้นฐานให้ประชาชนมีความพอมี พอกิน และพอใช้เสียก่อน เมื่อรากฐานมีความมั่นคงแล้ว จึงค่อยต่อยอดไปสู่การพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น หลักคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่งหรือปฏิเสธความเจริญ แต่เป็นการเติบโตอย่างมีเหตุผล รอบคอบ และไม่สร้างภาระเกินกำลังให้กับคนในสังคม

พระราชดำรัสดังกล่าวยังสะท้อนหลักการสำคัญหลายประการ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกัน และการใช้ความรู้ควบคู่คุณธรรม เมื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารประเทศ จะช่วยให้การกำหนดนโยบายมีความสมดุลมากขึ้น ไม่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความมั่นคงของครอบครัว และโอกาสของประชาชนทุกกลุ่ม

พระราชดำรัส ร.9 กับการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในสายตาโลก

การที่ผู้นำองค์กรการเงินระดับโลกกล่าวถึงพระราชดำรัสบนเวที IMF และธนาคารโลก ถือเป็นภาพสะท้อนว่าแนวคิดจากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นระดับสากลได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน การรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

ในช่วงที่หลายประเทศต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แนวทางการพัฒนาที่เน้นการสร้างรากฐานจึงมีความสำคัญมากขึ้น หลายประเทศเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมองว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถของคนในการพึ่งพาตนเองและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมไทยควรตั้งคำถามคือ เราได้นำหลักคิดเหล่านี้ไปใช้จริงมากน้อยเพียงใด การกล่าวถึงพระราชดำริในโอกาสสำคัญเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่การทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จำเป็นต้องอาศัยการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป

จากคำสอนสู่การลงมือทำในชีวิตจริง

การนำแนวคิดไปใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป ภาครัฐอาจเริ่มจากการออกแบบนโยบายที่ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน มีแหล่งน้ำ และเข้าถึงตลาดอย่างเป็นธรรม ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจโดยไม่มุ่งขยายกิจการจนเกินกำลัง ส่วนประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการจัดการรายรับรายจ่าย ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบอาชีพ

  • ภาครัฐ ควรสร้างโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  • ชุมชน ควรรวมพลังกันจัดการทรัพยากรและสร้างอาชีพที่เหมาะสมกับพื้นที่
  • ภาคธุรกิจ ควรเติบโตอย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงผู้บริโภค แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
  • ประชาชน ควรใช้หลักความพอประมาณในการวางแผนชีวิตและการเงิน

การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมจึงต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หากนโยบายใดช่วยให้คนมีรายได้มั่นคง มีสุขภาพดี มีการศึกษา และสามารถดูแลครอบครัวได้ นโยบายนั้นย่อมสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาได้มากกว่าตัวเลขที่สวยงามเพียงอย่างเดียว

เสียงจากเวทีโลกครั้งนี้จึงไม่ควรจบลงเพียงการชื่นชม หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกนำมาใช้ในพิธีการเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสให้คนไทยกลับมาทบทวนว่า เราจะเปลี่ยนหลักคิดให้เป็นแผนงานและการปฏิบัติจริงได้อย่างไร เพราะ พระราชดำรัส ร.9 กับการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม จะมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อเกิดผลกับชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้ประเทศในระยะยาว

บทเรียนสำคัญคือ การพัฒนาที่แท้จริงต้องอาศัยเวลา ความเพียร และความรับผิดชอบร่วมกัน ประเทศไทยมีองค์ความรู้และแนวทางที่ทรงคุณค่าอยู่แล้ว เหลือเพียงการนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทปัจจุบันอย่างจริงจัง หากทุกฝ่ายเริ่มลงมือจากสิ่งที่ทำได้และเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เสียงสะท้อนจากเวทีโลกก็จะไม่ใช่เพียงคำเตือน แต่จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนได้ด้วยตนเอง

ที่มา – ‘สว.รมย์สิทธิ์’ ยกเสียงสะท้อนเวทีโลกชูพระราชดำรัส ร.9 กรระตุกไทยปรับใช้สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *