ภูมิใจไทย จี้ใจดำ พรรคส้ม โชว์เลข 143 โหวตอนุทิน
ภูมิใจไทย จี้ใจดำ พรรคส้ม โชว์เลข 143 โหวตอนุทิน
เรียกได้ว่าบรรยากาศในสภาฯ ช่วงนี้มีความร้อนแรงและเต็มไปด้วยสีสันทางการเมืองที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ติดตามข่าวการเมือง เมื่อบรรดา สส. ฝั่งพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาสร้างความประหลาดใจด้วยการโชว์ป้ายข้อความที่สื่อความหมายถึงเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการ ภูมิใจไทย จี้ใจดำ พรรคส้ม โชว์เลข 143 โหวตอนุทิน แบบเน้นๆ ทำเอาโซเชียลมีเดียถึงกับต้องแชร์กันรัวๆ เลยทีเดียว
เบื้องหลังการโชว์ป้าย 143 กับความหมายที่ซ่อนอยู่
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้ชูป้ายข้อความ “143 ????????????” บนพื้นหลังสีส้ม ซึ่งตัวเลข 143 นี้มีความหมายสำคัญยิ่ง เพราะเป็นจำนวนเสียงของ สส.พรรคประชาชนที่เคยร่วมโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่มีข้อตกลง MOA ซึ่งเมื่อถึงวาระครบรอบ 1 ปี ทางพรรคภูมิใจไทยจึงใช้โอกาสนี้ในการตอกย้ำเหตุการณ์ดังกล่าวในสไตล์ที่เป็นกันเองแต่แฝงไปด้วยนัยยะทางการเมือง
การกระทำของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารกับพรรคประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ภูมิใจไทย จี้ใจดำ พรรคส้ม โชว์เลข 143 โหวตอนุทิน นั้นเป็นการวางหมากเพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง ก่อนที่จะมาถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีท่าทีที่ชัดเจนและแตกต่างกันไปตามอุดมการณ์ของตนเอง
นอกจากนี้ ทางฝั่งพรรคประชาชนเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ยังคงมีการตั้งป้ายเลข 229 บนพื้นหลังสีน้ำเงินเพื่อตอบโต้และแสดงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับ สว. ถือเป็นเกมการเมืองที่ตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือดแต่ยังอยู่ในกรอบของการทำงานในสภา
- เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพิจารณางบประมาณปี 2570
- เลข 143 คือจำนวนเสียงพรรคส้มที่เคยโหวตอนุทิน
- เป็นการตอกย้ำครบ 1 ปี ข้อตกลง MOA
- พรรคประชาชนโต้กลับด้วยเลข 229 สื่อถึงคดีฮั้ว สว.
สรุปแล้วเหตุการณ์ ภูมิใจไทย จี้ใจดำ พรรคส้ม โชว์เลข 143 โหวตอนุทิน นี้ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การสื่อสารและการชิงไหวชิงพริบของแต่ละพรรคการเมืองที่ต้องเฝ้าดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ และประชาชนอย่างเราก็คงต้องคอยติดตามการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศต่อไปเป็นสำคัญ

