มธ. ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100%
มธ. ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% พร้อมเดินหน้าปรับรูปแบบการเรียนการสอนครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2570 เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เตรียมเพิ่มการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เปิดโอกาสให้เรียนข้ามศาสตร์ และนำระบบคลังหน่วยกิต หรือ Credit bank มาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนวางแผนการศึกษาได้ยืดหยุ่นและจบได้เร็วขึ้น
แนวทางดังกล่าวได้รับการเปิดเผยภายในงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของมหาวิทยาลัยในการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมรับมือกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังมีบทบาทต่ออาชีพในแทบทุกอุตสาหกรรม
มธ. ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ด้วยทักษะแห่งอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือการทำให้บัณฑิตของธรรมศาสตร์มีงานทำ 100% แม้ตลาดแรงงานกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงจาก AI ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมองว่าการเรียนเฉพาะเนื้อหาในตำราอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความรู้บางอย่างมีโอกาสล้าสมัยเมื่อเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป
สิ่งที่ธรรมศาสตร์ต้องการปลูกฝังจึงเป็น “สมรรถนะแห่งอนาคต” หรือ IMPACT ซึ่งครอบคลุมทักษะสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างหลากหลาย การพัฒนาตนเองทั้งกายและใจ การคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทาย ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและ AI ตลอดจนความเป็นพลเมืองโลกและความรู้เท่าทันทางการเงิน
- Interpersonal Skills: สื่อสารและทำงานร่วมกับคนต่างวัย ต่างความคิด และต่างวัฒนธรรมได้
- Mindful Self-Development: รู้จักดูแลสุขภาพกายใจและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
- Progressive Thinking: คิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และสร้างสรรค์แนวทางใหม่
- Agility: ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้จากความผิดพลาด
- Competencies in Technologies: ใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ
- Global Citizenship and Financial Literacy: เข้าใจโลกและบริหารจัดการความรู้ทางการเงินได้
มธ. ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ด้วยการเรียนรู้จากงานจริง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการปรับหลักสูตร คือการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่มาจากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง หรือ Experiential Learning จากเดิม 3 หน่วยกิต เป็น 6 หน่วยกิต และบางหลักสูตรอาจเพิ่มได้ถึง 12 หน่วยกิต โดยแนวทางนี้จะนำไปใช้กับหลักสูตรระดับปริญญาตรีเกือบทั้งหมดจากกว่า 290 หลักสูตร
การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงอาจอยู่ในรูปแบบการฝึกงาน การทำโครงงานกับบริษัท การแก้โจทย์ธุรกิจจริง การทำงานภาคสนาม หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษาจึงไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่ยังได้ทดลองลงมือทำ ฝึกแก้ปัญหา และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญอย่างมาก
ข้อดีอีกประการคือ นักศึกษาจะได้สร้างผลงานและเครือข่ายตั้งแต่ยังเรียนอยู่ หากสามารถทำผลงานได้ตรงตามความต้องการขององค์กร ก็อาจได้รับโอกาสทำงานต่อหลังจบการศึกษา แนวทางนี้จึงช่วยเชื่อมต่อระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ และทำให้การเรียนมีความหมายต่อเส้นทางอาชีพมากขึ้น
เรียนข้ามคณะและออกแบบเส้นทางการศึกษาได้เอง
ธรรมศาสตร์ยังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ผู้ที่เรียนอยู่ในคณะหนึ่งสามารถเลือกลงทะเบียนรายวิชาจากคณะหรือศาสตร์อื่นตามความสนใจได้ เช่น นักศึกษารัฐศาสตร์อาจเลือกเรียนกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการบริหารธุรกิจ ขณะที่นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์ก็สามารถเลือกเรียนวิชาด้านการสื่อสาร การเงิน หรือการพัฒนาผู้ประกอบการได้
การเรียนข้ามศาสตร์ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นปัญหาได้รอบด้าน เพราะโลกการทำงานจริงมักไม่ได้แบ่งปัญหาออกเป็นคณะหรือสาขาอย่างชัดเจน คนทำงานในยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีทั้งความรู้เฉพาะทางและความเข้าใจศาสตร์อื่นประกอบกัน นอกจากนี้ รายวิชาการศึกษาทั่วไปที่พัฒนาร่วมกับภาคเอกชนยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนเรื่องใกล้ตัว เช่น การลงทุน ความรู้ทางการเงิน การทำธุรกิจ และทักษะการสื่อสาร
มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือกับองค์กรและบริษัทหลายแห่งในการร่วมออกแบบรายวิชา รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจมาร่วมสอน เพื่อให้เนื้อหามีความทันสมัยและสอดคล้องกับการทำงานจริงมากขึ้น นักศึกษาจึงได้เรียนรู้จากทั้งอาจารย์ นักวิชาชีพ และผู้มีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรม
Credit bank ช่วยสะสมหน่วยกิตและเรียนจบไวขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2570 คือระบบคลังหน่วยกิต หรือ Credit bank ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป นักเรียนมัธยมศึกษา และผู้ที่สนใจสามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ จากนั้นจึงสะสมหน่วยกิตไว้ใช้ต่อยอดการศึกษาในอนาคต
หากผู้เรียนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ก็สามารถนำหน่วยกิตที่สะสมไว้มาเทียบโอนได้ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ระบบนี้ช่วยให้การศึกษาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด และทำให้ผู้เรียนสามารถวางแผนเส้นทางการเรียนได้เหมาะกับเวลา ความสนใจ และเป้าหมายของตัวเอง
สำหรับผู้ที่วางแผนการเรียนอย่างเป็นระบบ อาจใช้ Credit bank เป็นเครื่องมือช่วยลดระยะเวลาในการศึกษา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเรียนจบทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทภายในประมาณ 3-5 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาจริงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับรองรายวิชา จำนวนหน่วยกิต และข้อกำหนดของแต่ละหลักสูตร
มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทดลองก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน
ธรรมศาสตร์มองว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรจำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงในห้องเรียน แต่ควรเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ค้นหาตัวเอง ทดลองทำสิ่งใหม่ และเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด นักศึกษาจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่การออกกำลังกาย การฝึกพูดในที่สาธารณะ การเป็นพิธีกร ไปจนถึงการทำงานกลุ่มเพื่อแก้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ
กิจกรรมบางโครงการอาจต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแนวคิดทางธุรกิจที่นำไปใช้ได้จริง นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะเฉพาะทางแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นใจ การสื่อสาร การบริหารเวลา และการทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการสมัครงานและการเติบโตในอาชีพ
สำหรับงาน Thammasat Open House 2026 มหาวิทยาลัยจะจัดกิจกรรมหลักที่ศูนย์รังสิตและศูนย์พัทยา โดยศูนย์รังสิตเปิดให้นักเรียนเยี่ยมชมคณะ หอพัก ห้องสมุด และพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทดลองเรียนและร่วมกิจกรรมจากชมรม นอกจากนี้ยังมีเวทีให้ผู้เข้าร่วมเสนอแนวคิด โครงการ สินค้า หรือโมเดลธุรกิจต่อผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และอาจได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้ประกอบพอร์ตโฟลิโอ
ส่วนศูนย์พัทยาจะเน้นกิจกรรมด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV รวมถึงสายสุขศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมห้องผ่าตัดและเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อ
ภาพรวมการปรับตัวครั้งนี้สะท้อนว่าการศึกษาในอนาคตจะเน้นความยืดหยุ่น การลงมือทำ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น หากนักเรียนหรือนักศึกษารู้จักใช้โอกาสจากการเรียนข้ามศาสตร์ การฝึกประสบการณ์ และ Credit bank ก็จะมีเครื่องมือช่วยพัฒนาตัวเองให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อควรติดตามรายละเอียดหลักสูตรและเงื่อนไขการเทียบโอนจากมหาวิทยาลัยโดยตรง เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง
มุมมองส่งท้าย: การตั้งเป้าหมายให้บัณฑิตมีงานทำ 100% อาจเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่การเน้นทักษะที่ใช้ได้จริง เปิดโอกาสให้ทดลองทำงาน และออกแบบการเรียนได้ยืดหยุ่น ถือเป็นทิศทางที่ช่วยให้ผู้เรียนก้าวเข้าสู่โลกอาชีพได้อย่างมั่นใจมากขึ้น




