มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 สู่เวทีโลก

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ปิดฉากลงอย่างคึกคักและน่าประทับใจ หลังเปิดพื้นที่ให้คนรักการอ่าน นักเขียน สำนักพิมพ์ และผู้ทำงานด้านวรรณกรรมได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันตลอด 10 วัน งานครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับข้อความใหม่” ซึ่งชวนให้ทุกคนเปิดใจรับเรื่องราวใหม่ ๆ ผ่านหนังสือและตัวอักษร

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งหนังสือออกใหม่ นิทรรศการ กิจกรรมเสวนา การพบปะนักเขียน และพื้นที่สำหรับค้นหาหนังสือที่ตรงกับความสนใจของแต่ละคน สำนักพิมพ์และหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมงานรวม 319 ราย ทำให้ผู้เข้าชมมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะชื่นชอบวรรณกรรม นิยาย การ์ตูน หนังสือเด็ก หนังสือความรู้ หรือผลงานสร้างสรรค์รูปแบบใหม่

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 กับพลังการอ่านของคนไทย

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1.4 ล้านคน และมียอดขายรวมกว่า 500 ล้านบาท เติบโตเกือบร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมหนังสือไทยยังมีพลัง และคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการอ่าน แม้ในยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วก็ตาม

ความสำเร็จของงานไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโอกาสที่นักอ่านได้พูดคุยกับนักเขียน ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าใหม่ ๆ และได้ค้นพบหนังสือที่อาจเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องยังช่วยทำให้การอ่านเป็นเรื่องใกล้ตัวและสนุกมากขึ้นสำหรับคนทุกวัย

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ผลักดันวรรณกรรมไทยสู่สากล

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเข้าร่วมงานของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือ สศร. กระทรวงวัฒนธรรม ผ่านบูธ A08 ในนิทรรศการ “the message TRAVELS” นิทรรศการนี้นำเสนอเส้นทางการเดินทางของวรรณกรรมไทยจากหน้ากระดาษไปสู่ผู้อ่านทั่วโลก โดยใช้การแปลและการเผยแพร่ข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และผู้คนเข้าด้วยกัน

ภายในนิทรรศการมีการนำเสนอผลงานจากโครงการอุดหนุนและส่งเสริมวรรณกรรมร่วมสมัยเพื่อเผยแพร่สู่เวทีนานาชาติ ประกอบด้วยผลงานที่แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ 49 ผลงาน และผลงานที่แปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย 12 ผลงาน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการนำวรรณกรรมร่วมสมัยไทยไปเผยแพร่ในเทศกาลหนังสือระดับโลก 7 เทศกาล ทำให้ผู้เข้าชมเห็นภาพว่ากว่าหนังสือหนึ่งเล่มจะเดินทางไปถึงผู้อ่านต่างประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักเขียน นักแปล บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ และหน่วยงานสนับสนุนจำนวนมาก

นิทรรศการยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้กระบวนการแปล การสร้างสรรค์ต้นฉบับ และการส่งต่อเรื่องราวผ่านตัวอักษร การแปลที่ดีไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนคำจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องรักษาอารมณ์ น้ำเสียง บริบท และหัวใจของเรื่องราวเอาไว้ให้ได้ นักแปลจึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่างวัฒนธรรม

กิจกรรมเด่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรักหนังสือ

ตลอดการจัดงาน บูธของ สศร. ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมแจกลายเซ็นและพบปะผู้อ่าน กิจกรรมแนะนำหนังสือ ตลอดจนการเสวนาที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในวงการหนังสือได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจเบื้องหลังของวรรณกรรมมากขึ้น และเห็นความสำคัญของผู้ทำงานทุกฝ่ายที่ร่วมกันสร้างหนังสือหนึ่งเล่ม

  • การเสวนา “เมื่อเรื่องเล่าเปลี่ยนภาษา… แต่ไม่เปลี่ยนหัวใจ” ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรม ภาษา และการแปล
  • การเสวนา “LITERATURE ON THE MOVE: หนังสือเดินทางอย่างไร ให้ไปถึงคนอ่าน” ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการพาหนังสือไทยไปสู่ตลาดและผู้อ่านในต่างประเทศ
  • กิจกรรมพบปะนักเขียน นักแปล นักวิชาการ บรรณาธิการ และผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการหนังสือและอุตสาหกรรมคอนเทนต์
  • การแนะนำผลงานวรรณกรรมร่วมสมัยที่มีศักยภาพในการเผยแพร่และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทยในระดับนานาชาติ

การจัดกิจกรรมที่หลากหลายทำให้เห็นว่า วรรณกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอ่านอย่างเงียบ ๆ คนเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการสนทนา การตั้งคำถาม และการแลกเปลี่ยนมุมมอง เมื่อเรื่องเล่าของไทยได้รับการแปลและเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ ก็ยิ่งช่วยให้ผู้คนจากวัฒนธรรมอื่นได้รู้จักความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของคนไทยในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น

โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

การมีส่วนร่วมของ สศร. ในงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนวรรณกรรมร่วมสมัยและสร้างโอกาสให้นักเขียนไทยก้าวเข้าสู่เวทีสากล การส่งเสริมงานแปล การเชื่อมโยงกับเทศกาลหนังสือนานาชาติ และการสร้างเครือข่ายกับผู้ทำงานด้านหนังสือ ล้วนเป็นกลไกที่ช่วยต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้เกิดคุณค่าในระยะยาว

นอกจากช่วยเผยแพร่หนังสือแล้ว แนวทางดังกล่าวยังมีส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภาพรวม เพราะวรรณกรรมสามารถต่อยอดไปสู่ภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม สื่อดิจิทัล และผลงานศิลปะแขนงอื่น ๆ ได้ หากมีระบบสนับสนุนที่ต่อเนื่อง นักเขียนและนักแปลก็จะมีโอกาสสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ขณะที่ผู้อ่านจากต่างประเทศก็จะได้สัมผัสเรื่องราวไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและมีความหมาย

โดยสรุป มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ไม่ได้เป็นเพียงงานจำหน่ายหนังสือขนาดใหญ่ แต่เป็นภาพสะท้อนของพลังการอ่านและศักยภาพของวรรณกรรมไทย งานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสือยังสามารถเชื่อมโยงผู้คน สร้างบทสนทนา และเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างงดงาม ในมุมมองของผู้เขียน การสนับสนุนให้นักเขียนและนักแปลไทยมีพื้นที่บนเวทีโลกควรดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง เพราะทุกเรื่องเล่าที่ได้รับการส่งต่อ อาจกลายเป็นประตูบานใหม่ที่ทำให้โลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น ผู้อ่านจึงไม่ควรพลาดโอกาสค้นหาหนังสือดี ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันวรรณกรรมไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

ที่มา – มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 คึกคัก สศร. ร่วมผลักดันวรรณกรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *