ยกระดับท่าเรือภาคใต้: คมนาคมผนึกกำลังเอกชน

การ ยกระดับท่าเรือภาคใต้ กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม หลังภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีท่าเรือระนองและท่าเรือสงขลาเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยเปิดประตูเศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ท่าเรือระนองสามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 5,725 ตันกรอสได้เป็นครั้งแรกของจังหวัด พร้อมรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 400 ตู้ ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา Ranong Gateway ให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงประเทศไทยกับบังกลาเทศและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ผ่านเส้นทางการค้าระนอง-จิตตะกอง

ยกระดับท่าเรือภาคใต้ เพื่อเชื่อมตลาดเอเชียใต้

ท่าเรือระนองมีศักยภาพเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทยกับเอเชียใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าที่ต้องการเข้าสู่บังกลาเทศ อินเดีย และประเทศสมาชิก BIMSTEC การเปิดเส้นทางระนอง-จิตตะกองจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ส่งออกไทย ลดระยะเวลาในการขนส่ง และลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านท่าเรือขนาดใหญ่ในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การทำให้เส้นทางดังกล่าวเติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีสินค้าทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเพียงพอ ภาครัฐจึงเตรียมพัฒนาพื้นที่หลังท่าให้รองรับกิจกรรมโลจิสติกส์ได้ครบวงจร ตั้งแต่ลานวางตู้สินค้า คลังสินค้า จุดพักรถบรรทุก เขตปลอดอากร ไปจนถึงพื้นที่ให้บริการแก่ผู้ประกอบการและสายการเดินเรือ

ท่าเรือระนองกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการ

การเพิ่มประสิทธิภาพท่าเรือระนองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรองรับเรือขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับปรุงระบบบริการและเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อให้การขนถ่ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น หากสามารถจัดการพื้นที่หลังท่าและสร้างเครือข่ายผู้ใช้บริการได้ดี ท่าเรือระนองจะมีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไทยไปยังตลาดเอเชียใต้

ท่าเรือสงขลาเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าฝั่งอ่าวไทย

ในฝั่งอ่าวไทย ท่าเรือสงขลาเดินหน้าติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า หรือ Ship to Shore Crane (STS) จำนวน 2 ตัว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ เดิมทีท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดในการรองรับเรือสินค้าที่ไม่มีเครนประจำเรือ การติดตั้งเครน STS จึงช่วยแก้ปัญหาสำคัญและเพิ่มความคล่องตัวในการขนถ่ายตู้สินค้า

เมื่อระบบพร้อมใช้งาน ท่าเรือสงขลาจะสามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น และช่วยให้สินค้าเกษตรจากภาคใต้ เช่น ยางพารา สินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สามารถส่งออกไปยังจีน เกาหลี และญี่ปุ่นได้โดยตรง การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยลดการขนส่งผ่านท่าเรือต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

เป้าหมายเพิ่มปริมาณสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์

แผนพัฒนาท่าเรือสงขลาตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสินค้าจากประมาณ 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตันต่อปี ภายในระยะเวลา 5-6 ปี พร้อมเพิ่มปริมาณตู้สินค้า จากประมาณ 150,000 ทีอียู เป็น 450,000 ทีอียูต่อปี นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายดึงการส่งออกยางพาราที่ปัจจุบันใช้ท่าเรือปีนัง ให้กลับมาใช้ท่าเรือสงขลาอย่างน้อยร้อยละ 50

การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย หน่วยงานด้านคมนาคม ผู้ประกอบการ สายการเดินเรือ ผู้ส่งออก และชุมชนในพื้นที่ การประสานงานอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้ท่าเรือสามารถให้บริการได้ตรงกับความต้องการของตลาด

โครงข่ายถนน ราง และท่าเรือคือหัวใจสำคัญ

การ ยกระดับท่าเรือภาคใต้ จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน หากมีการเชื่อมต่อกับระบบถนนและระบบรางอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการขนส่งสินค้าไม่ได้จบลงที่ท่าเรือ ผู้ประกอบการยังต้องเคลื่อนย้ายสินค้าจากโรงงานและแหล่งผลิตไปยังท่าเรือ รวมถึงกระจายสินค้าไปยังปลายทาง หากทุกระบบทำงานสอดประสานกัน จะช่วยลดเวลารอ ลดการขนถ่ายซ้ำ และทำให้ต้นทุนรวมลดลง

สำหรับท่าเรือสงขลา นอกจากการทดสอบเครน STS แล้ว ยังต้องเร่งขุดลอกและรักษาความลึกร่องน้ำให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าออกได้สะดวกและปลอดภัย ส่วนท่าเรือระนองจะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่หลังท่าและสร้างบริการโลจิสติกส์ที่ครบวงจร ความพร้อมของทั้งสองพื้นที่จะช่วยให้ภาคใต้มีทางเลือกในการส่งออกมากขึ้น

  • เพิ่มศักยภาพรองรับเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์
  • เปิดเส้นทางการค้าใหม่สู่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออก
  • ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้า
  • เพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
  • สร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชนในภาคใต้

ภาพรวมการพัฒนาท่าเรือระนองและท่าเรือสงขลาแสดงให้เห็นว่า ภาคใต้กำลังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การลงทุนที่เดินหน้าในวันนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการไทย และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว หากทุกฝ่ายร่วมมือกันผลักดันให้โครงการทำงานได้เต็มศักยภาพ การ ยกระดับท่าเรือภาคใต้ ก็จะไม่ใช่เพียงการพัฒนาท่าเรือ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนทั้งภูมิภาค

มุมมองส่งท้าย: ท่าเรือที่มีประสิทธิภาพคือรากฐานสำคัญของการค้าสมัยใหม่ ภาคใต้ควรใช้จังหวะนี้เร่งเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งและสร้างความร่วมมือกับเอกชน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่ให้กลายเป็นรายได้และโอกาสที่จับต้องได้จริง

ที่มา – ‘สรรเพชญ‘ เผย คมนาคม-เอกชนผนึกกำลัง ยกระดับท่าเรือภาคใต้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *