ยกเลิก Earmarked Tax ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการคลัง
ประเด็น ยกเลิก Earmarked Tax ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการคลัง กำลังได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงนโยบายสาธารณสุข การเงินการคลัง และภาคประชาสังคม หลังมีแนวคิดแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินจากภาษีสุราและยาสูบให้กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. โดยข้อเสนอสำคัญคือการยกเลิกภาษีเจาะจง หรือเงินสมทบร้อยละ 2 จากภาษีดังกล่าว
ผู้สนับสนุนการยกเลิกมองว่า การนำรายได้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินจะช่วยให้การบริหารการคลังมีความเป็นเอกภาพและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายรายตั้งคำถามว่า แนวคิดนี้อาจไม่ได้ช่วยสร้างวินัยทางการคลังอย่างแท้จริง แต่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ และทำให้หน่วยงานที่ทำงานด้านการป้องกันโรคต้องพึ่งพางบประมาณรายปีมากขึ้น
ยกเลิก Earmarked Tax ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการคลัง
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ อธิบายว่า ระบบของ สสส. ถูกออกแบบขึ้นบนหลักการสำคัญสองด้าน ด้านแรกคือการมีแหล่งเงินที่คาดการณ์ได้และต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวางแผนโครงการระยะยาวได้ ส่วนด้านที่สองคือการมีองค์กรที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายควบคุมสุราและยาสูบ
หากยกเลิก Earmarked Tax แล้วนำเงินกลับเข้าสู่งบประมาณรายปี โครงการรณรงค์ที่ต้องอาศัยเวลาและการทำงานต่อเนื่องอาจได้รับผลกระทบ เพราะการจัดสรรงบประมาณจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุค รวมถึงกระบวนการพิจารณางบประมาณที่ใช้เวลานาน ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจทำให้การป้องกันโรคและการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพไม่สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ
เหตุผลที่ไม่ควรรีบยกเลิก Earmarked Tax
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมยาสูบในต่างประเทศเคยมองภาษีเจาะจงเพื่อสุขภาพเป็นภัยคุกคามสำคัญ เนื่องจากเงินส่วนนี้ถูกนำไปสนับสนุนงานวิจัย การสื่อสารสาธารณะ และการผลักดันมาตรการควบคุมยาสูบ ดังนั้น การอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังเพื่อยกเลิกระบบดังกล่าวจึงควรพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องเปิดเผยข้อมูลให้สังคมตรวจสอบได้
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า สสส. ไม่ควรถูกตรวจสอบ ตรงกันข้าม การมีงบประมาณที่มั่นคงควรมาพร้อมระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง มีตัวชี้วัดชัดเจน เปิดเผยผลการดำเนินงาน และประเมินความคุ้มค่าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินจากภาษีถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากงานสร้างเสริมสุขภาพ
ข้อมูลการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงปี 2561–2565 ระบุว่า เงินลงทุนใน สสส. จำนวน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์กลับคืนสู่สังคมได้ประมาณ 6.13 บาท ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า งานสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของรัฐ แต่เป็นการลงทุนที่ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาล ลดการสูญเสียรายได้ของครัวเรือน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งช่วยให้ประชาชนจำนวนมากลด ละ หรือเลิกดื่มสุราได้ นอกจากช่วยลดความเสี่ยงจากโรคและอุบัติเหตุแล้ว ยังช่วยให้ครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายและลดปัญหาความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุราอีกด้วย ผลประโยชน์เหล่านี้อาจไม่ปรากฏเป็นตัวเลขในงบประมาณทันที แต่มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ทางออกที่สมดุลระหว่างการตรวจสอบกับความต่อเนื่อง
รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล ระบุว่า บทเฉพาะกาลมาตรา 82 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รับรองให้กองทุนที่มีระบบ Earmarked Tax เดิมดำเนินการต่อไปได้ จึงมีข้อสังเกตว่า การอ้างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกเลิกภาษีเจาะจงอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
แนวทางที่น่าสนใจคือการกำหนดเพดานสูงสุดของเงินจัดสรร หรือ Cap หากรายได้เกินเพดานก็สามารถนำส่วนเกินส่งคืนคลังได้ วิธีนี้ช่วยรักษาความต่อเนื่องของงบประมาณ ขณะเดียวกันก็ทำให้รัฐสามารถควบคุมขนาดของกองทุนและบริหารรายได้ส่วนเกินอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรนำแผนยุทธศาสตร์เสนอต่อรัฐสภา และจัดให้มีการประเมินผลทุก 3–5 ปี
- กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ของโครงการให้ชัดเจน
- เปิดเผยงบประมาณและผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ
- ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและอิทธิพลจากกลุ่มธุรกิจ
- ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
- เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและนักวิชาการมีส่วนร่วมตรวจสอบ
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร มองว่า หาก สสส. มีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็นร้อยละ 10–30 ยังสามารถแก้ไขและปรับปรุงระบบได้ แต่หากเกิดการครอบงำนโยบายจนทำให้ภารกิจหลักเสียหาย ประเทศอาจสูญเสียประโยชน์ทั้งหมด ดังนั้น การปฏิรูปควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส มากกว่าการนำ สสส. กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีโดยทันที
โดยสรุป ประเด็น ยกเลิก Earmarked Tax ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการคลัง ควรได้รับการพิจารณาด้วยข้อมูลและเหตุผลรอบด้าน ไม่ควรตัดสินจากแนวคิดเรื่องการรวมศูนย์งบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะงานสุขภาพต้องอาศัยความต่อเนื่องและความเป็นอิสระ การสร้างวินัยการคลังที่ดีจึงควรเดินควบคู่กับธรรมาภิบาล การประเมินผล และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ข้อคิดเห็น: ทางออกที่เหมาะสมไม่ใช่การตัดแหล่งรายได้ของงานสุขภาพ แต่คือการปรับระบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกบาทสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
ที่มา – กูรูชี้ยกเลิก Earmarked Tax ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการคลัง

