รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย รอนโยบาย

ประเด็นค่าโดยสารรถเมล์กำลังได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะหลัง ขสมก. เดินหน้าโครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด หรือรถเมล์ EV จำนวน 2,320 คัน หลายคนกังวลว่าการเปลี่ยนจากรถเมล์ร้อนที่เก็บ 8 บาทตลอดสาย อาจทำให้ต้องจ่ายค่าโดยสารในอัตรา 15, 20 และ 25 บาทตามระยะทางของรถปรับอากาศ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอ รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย ยังสามารถนำมาพิจารณาได้ โดยต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงคมนาคมและนโยบายของรัฐบาลว่าจะสนับสนุนค่าโดยสารอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ต้องแบกรับภาระค่าเดินทางเพิ่มขึ้นมากเกินไป

รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย รอนโยบายคมนาคม

โครงการรถโดยสาร EV แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะจัดหารถจำนวน 1,520 คัน วงเงินประมาณ 14,904 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถชุดแรก 500 คันในเดือนมีนาคม 2570 และส่งมอบครบภายในเดือนพฤษภาคม 2570 รถกลุ่มนี้จะเข้ามาทดแทนรถเมล์ร้อนสีครีม–แดงในประมาณ 60 เส้นทาง

ส่วนระยะที่ 2 มีแผนจัดหารถ EV เพิ่มอีก 800 คัน วงเงินประมาณ 8,139 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารเครื่องยนต์ยูโร 2 สีส้มที่มีอายุใช้งานมากกว่า 30 ปี โดยจะให้บริการร่วมกับรถ NGV จำนวน 809 คันที่ยังคงใช้งานอยู่ การเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถพลังงานไฟฟ้าจะช่วยยกระดับคุณภาพการเดินทาง ลดมลพิษ และทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกมากขึ้น

รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย กับภาระประชาชน

จุดที่ประชาชนจับตามองมากที่สุดคือค่าโดยสาร หากยกเลิกอัตรา 8 บาทตลอดสายแล้วใช้โครงสร้าง 15, 20 และ 25 บาท ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางทุกวันจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันที นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และผู้สูงอายุอาจได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้นแนวคิด รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้โดยสารวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

เบื้องต้นอาจใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงกับมาตรการค่าโดยสารร่วมของระบบรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 17–45 บาท ทั้งนี้ รายละเอียดทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายและรูปแบบการอุดหนุนจากภาครัฐ

ต้นทุนพลังงานลดลง แต่ ขสมก. ยังมีภาระหนี้

การนำรถ EV มาใช้งานมีข้อดีด้านต้นทุน โดย ขสมก. ประเมินว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอาจลดจากค่าน้ำมันประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือราว 800 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ระบบชำระค่าโดยสารอัตโนมัติอาจช่วยลดต้นทุนด้านบุคลากรได้อีกประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมปัจจัยต่าง ๆ แล้ว คาดว่าจะประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ขสมก. ยังมีหนี้สะสมมากกว่า 140,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ โครงการระยะแรกที่เช่ารถ EV พร้อมบริการซ่อมบำรุงเป็นเวลา 7 ปี มีประมาณการรายได้รวม 52,654.19 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวม 32,798.54 ล้านบาท หากจัดเก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย โครงการอาจมีผลประกอบการที่ดีขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวยังต้องพิจารณาร่วมกับจำนวนผู้โดยสารจริง ค่าใช้จ่ายระยะยาว และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

ทางออกควรสมดุลทั้งคุณภาพและค่าโดยสาร

การพัฒนารถเมล์ EV เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อเมืองในระยะยาว เพราะช่วยลดมลพิษทางอากาศ ลดเสียงรบกวน และเพิ่มความทันสมัยให้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่การเปลี่ยนผ่านจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการได้ในราคาที่เหมาะสม

แนวทาง รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย จึงควรได้รับการศึกษาอย่างรอบด้าน ภาครัฐอาจกำหนดค่าโดยสารพื้นฐานที่ไม่สูงเกินไป พร้อมมีส่วนลดหรือบัตรโดยสารสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าและขนส่งรูปแบบอื่นให้สะดวกที่สุด สิ่งสำคัญคือควรเปิดเผยต้นทุน รายได้ และเงื่อนไขการอุดหนุนให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส

  • รถ EV ช่วยลดการใช้น้ำมันและมลพิษในกรุงเทพฯ
  • ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสายช่วยให้ผู้โดยสารควบคุมค่าเดินทางได้
  • รัฐบาลต้องพิจารณางบอุดหนุนเพื่อไม่ให้ภาระตกกับประชาชนมากเกินไป
  • ขสมก. ควรพัฒนาระบบชำระเงินและข้อมูลเส้นทางให้ใช้งานง่าย

โดยสรุป รถเมล์ EV ขสมก. เก็บ 15 บาทตลอดสาย ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ประกาศใช้แล้ว แต่เป็นข้อเสนอที่มีโอกาสช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนรถเมล์ร้อนเป็นรถ EV ผู้โดยสารควรติดตามนโยบายจากกระทรวงคมนาคมอย่างใกล้ชิด และร่วมสะท้อนความคิดเห็นเพื่อให้การปรับปรุงระบบขนส่งตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและค่าใช้จ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – ลดผลกระทบรถเมล์ใหม่EVขสมก.เก็บ 15 บาทตลอดสายแทน15-20-25บาท ได้อยู่ที่นโยบายคมนาคม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *