วงเสวนา ‘เบอร์รี่เลือด’: ทูตฟินแลนด์รับ กม.ค้ามนุษย์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) อาคารมณียา The Isaan Record จัดฉายหนังสารคดี “Blood Berries หมากไม้” ถ่ายทอดเรื่องราวของแรงงานอีสานไปเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์และสวีเดน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยและเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมรับชมอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้จากข้อมูลในหนังสารคดีระบุว่า ขณะนี้มีตัวเลขผู้เสียหายในสารระบบของสหภาพแรงงานของคนทำงานต่างประเทศถึง 4,000 คน จากนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “Blood Berries เรื่องราวสยองขวัญในป่าฟินแลนด์” โดยนางคริสตินา คูวายา-ซานโทรโพลัส (Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ได้ดูสารคดีและเคยได้พบชาวบ้านที่ไปทำงานเก็บเบอร์รี่ คำถามคือเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งต้องถอยหลังไป 2 ก้าวก่อน ตอนที่ถ่ายทำสารคดีเป็นช่วงที่ฟินแลนด์ทำกฎหมายเป็นข้อตกลงขอวีซ่าท่องเที่ยว แต่เข้ามาเก็บเบอร์รี่และผลไม้ป่าได้ เขาใช้กฎที่เราเรียกว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในการเก็บของป่า เก็บเห็ดได้ แม้ว่า เป็นป่าส่วนตัว ดังนั้นกลายเป็นว่า แรงงานคนไทยก็มีนายหน้าพามาในฐานะนักท่องเที่ยว แล้วเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปเก็บผลไม้ป่า ซึ่งเป็นช่วงโหว่ของกฎหมายไม่ได้ไปในฐานะแรงงาน

“การที่มีกฎหมายในลักษณะนี้จึงเป็นช่วงโหว่ คนใช้ช่องโหว่นี้ในการค้ามนุษย์ ในการแสวงหาผลประโยชน์จากเพื่อนมนุษย์ ช่องโหว่นี้ได้ถูกปิดและแก้ไขแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามมาเก็บผลไม้ป่าต้องจัดเป็นแรงงาน ขอวีซ่าการทำงานเป็นฤดูกาลและมีสัญญาจ้างงานเป็นกิจจะลักษณะ ในสัญญาจ้างต้องระบุทุกอย่างไว้ให้ชัดเจน ทั้งที่พัก ค่าแรง ระยะเวลาในการทำงาน นายจ้างต้องเขียนแบบมีกรอบ ไม่ใช่อยากเขียนอะไรก็ได้ ซึ่งในสาขาธุรกิจต่าง ๆ เรามีเกณฑ์อยู่แล้ว นายจ้างและลูกจ้างสามารถทำข้อตกลงได้ก่อน ไม่ใช่นายจ้างคิดจะกดค่าแรงได้ แต่ต้องเป็นการตกลงร่วมกัน” เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ฯ กล่าว

เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ฯ ยังกล่าวต่อว่า เมื่อก่อนยังเป็นกฎหมายที่ไม่รัดกุมเพียงพอ แต่ตอนนี้ถ้ามีคนเก็บเบอร์รี่จากไทยไป จะเป็นแรงงานที่มีสัญญาจ้างงานอย่างแท้จริง นอกจากนี้บทบาทของรัฐบาลฟินแลนด์ก็ชัดเจนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ในสถานะนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลทำอะไรกับชาวบ้านที่เข้ามาได้ แต่ตอนนี้เป็นสถานะนายจ้างกับลูกจ้างจึงไม่สามารถใช้จุดบอดของกฎหมายมาหาประโยชน์ได้อีก โดยต้องมีการตรวจสอบ ติดตามว่า มีคนเข้ามาทำงานจำนวนเท่าไร ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนได้รับการตัดสินโทษที่รุนแรงมาก และมีอีกกรณีหนึ่งที่รุนแรงกว่านี้มาก ยังมีคดีอื่นๆ ที่เป็นการค้ามนุษย์ประมาณ 70 คดี ที่กำลังขึ้นสู่ศาลอยู่

“ขอย้ำว่า เราเน้นในเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เราทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของฟินแลนด์ ในเรื่องสิทธิของคนงานภาคการเกษตรหรือการให้ความรู้ว่า ถ้าคุณมาทำงานจะมีสิทธิอะไรบ้างและมีการให้เบอร์ติดต่อในกรณีที่คนงานเจอปัญหาต่าง เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาด และขอขอบคุณคนไทยที่ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องนี้”เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ฯ กล่าว

ขณะที่ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ผู้กำกับหนังสารคดี และอดีตผู้สมัคร สว. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่สารคดี Blood Berries ถูกฉายที่นี่และได้รับความสนใจมากขนาดนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมรับชม ถือเป็นกำลังใจของคนทำข่าวและงานสื่อสาร เราได้ทุนจาก EU ภายใต้โครงการ AspirE ที่ทำร่วมกับอีก 11 ประเทศในแถบเอเชียและบางประเทศในยุโรปเพื่อติดตามการย้ายถิ่น ปีนี้เป็นปีที่ 3 ถือเป็นปีสุดท้าย แต่คิดว่า การรายงานข่าวยังไม่จบ ต้องทำต่อ เพราะปัญหาของแรงงานเก็บเบอร์รี่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่อาจจะต้องหาทุนใหม่ โดยสารคดีเรื่องนี้เตรียมไปฉายที่เบลเยียม ฟินแลนด์ เยอรมันนี และสวีเดนในเดือนธ.ค.นี้

น.ส.หทัยรัตน์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวเมื่อ 4 ปีที่ฟินแลนด์เป็นเรื่องใหญ่มาก กระทั่งเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมามีการตัดสินจำคุกอดีตซีอีโอบริษัทเอกชนในคดีมนุษย์เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน รวมถึงนายหน้าคนไทยเป็นเวลา 3 ปี เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ฟินแลนด์ แต่ในไทยกับเฉย นิ่ง เกียร์ว่าง แถมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจและได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ ต่อ เราจะยอมรับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ยืนยันว่าเราจะกัดไม่ปล่อย แรงงานเก็บเบอร์รี่ต้องได้รับเงินชดเชยจากฟินแลนด์ สวีเดนและนายหน้า ซึ่งวันนี้ยังมีคนอีสานเดินทางไปขายแรงงานอยู่ ถ้ารัฐบาลไม่กระจายอำนาจ สร้างงานสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นจริง ๆ สถานการณ์ก็จะไม่มีทางดีขึ้น

ด้านนางจรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ประสาน Act4Dem และผู้ช่วยเหลือแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่า กล่าวว่า เมื่อปี 2552 แรงงานกลุ่มแรกเข้ามาฟินแลนด์ประมาณ 1,000 กว่าคน ขอเรียกระบบการหลอกคนมาใช้แรงงานว่าสแกมเมอร์และตอนนี้ก็มีคนเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้น เพราะว่าทางการฟินแลนด์ทำงานจริงจังและมีหน่วยงานประสานงานกันมากขึ้น ทำงานเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นและมีการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานของไทยด้วย จากปัญหานี้จึงเป็นโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้จัดการระบบและปฏิวัติตัวเอง ขยับจากการชี้นิ้วว่า ใครผิดใครถูกมากเป็นการปิดช่องโหว่แทน แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ทำก่อนหน้านี้ เพราะปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รี่มีมานาน

“ในฟินแลนด์การที่ยังมีช่องโหว่ทางกฎหมายใครจะเข้ามาเก็บเบอร์รี่ก็ได้ แต่อยู่ดี ๆ นักท่องเที่ยวจะมาเก็บเป็นถุงเป็นถังไม่ได้แน่นอน มันเป็นองค์กรอาชญากรรมที่จงใจหลอกคน กว่าที่ทางฟินแลนด์จะตัดสินใจดูแลคนไทยก็เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ทั้งนี้ไม่เข้าใจว่า ทำไมกระทรวงแรงงานของไทย ปฏิเสธเหตุการณ์นี้ว่ามีคนไม่กี่คนที่ได้รับผลกระทบ เป็นพวกขี้เกียจ โง่ ไม่รู้เรื่อง จึงไม่ได้เงิน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้”นางจรรยา กล่าว

นางจรรยา กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่เห็นรัฐบาลฟินแลนด์และสวีเดนทำต่อจากนี้ คือ แม้จะมีการแก้ไขปัญหาและมีความก้าวหน้า แต่ไม่มีการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราป้องกันปัญหา แต่กลายเป็นวัวหายแล้วล้อมคอก ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทต่าง ๆ มีเพียง 1 ใน 5 บริษัทเท่านั้นที่ถูกสอบสวน ตนได้เข้าไปช่วยคนงานในแคมป์ ทำให้เป็นเรื่องใหญ่และทำให้ทุกอย่างแก้ไขเร็วขึ้น แต่มีหลายร้อยคนที่ตกค้างอยู่ระหว่างการช่วยเหลือแต่ไม่ทราบว่า ทางการฟินแลนด์จะช่วยเหลือเขาหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลบอกว่า ไม่มีงบประมาณ ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า สอบสวนสืบสวนไม่ได้ เพราะไม่มีงบ แม้เป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดต้องบอกว่าอย่าปฏิเสธว่า มันไม่มีปัญหาและอย่าตัดคนไทยออกจากนโยบายอย่าคิดว่าเราไม่เกี่ยวหรือเป็นคนนอก เงินจากวีซ่ามันเกินพออยู่แล้ว เพียงพอที่จะสอบสวนในคดีต่าง ๆ รวมทั้งคดีที่ผ่านมาด้วย

นางจรรยา ยังกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจมีใต้โต๊ะจึงทำให้หน่วยงานในไทยเข้ามาร่วมหลอกคนด้วย ตั้งแต่ปี 2552 จึงรู้เรื่องว่า มีการจ่ายใต้โต๊ะ เวลานายหน้ามาให้การในศาลเห็นชัดเจนว่า มีการใช้เงินสำหรับใบอนุญาตออกนอกประเทศอาจจะสูงถึง 100 ยูโร (3,800 บาท) จึงมีการกู้เงินจากธนาคารนำเงินนี้ไปจ่ายใต้โต๊ะให้ข้าราชการ หรือกระทรวงแรงงาน เป็นการโกงอย่างเป็นระบบ อยากเปิดเผยว่า คนในกระทรวง รัฐมนตรีต่าง ๆ ก็เกี่ยวข้อง เราพยายามจะส่งสัญญาณไปถึง รมว.แรงงาน เพราะเขาบอกว่า มีมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์แล้ว แต่ไม่ได้ทำจริง มีแค่การพูดเท่านั้น ยังมีคนที่ไปฟินแลนด์ เพราะเขาบอกว่าทำงานได้ 10 ยูโรต่อชั่วโมง แต่จริง ๆ คือ 350 บาทต่อวัน ไม่ใช่ต่อชั่วโมง อันนี้เป็นไปได้อย่างไร คนไทยคาดหวัง 3,500 บาทต่อวัน ทางกระทรวงแรงงานออกมาการันตีว่าจะได้จำนวนนี้ แต่ก็ไม่ได้ตามที่การันตี ที่สำคัญกระทรวงแรงงานต้องชดเชยให้กับแรงงานที่สูญเสียด้วย เพราะมีการบังคับให้ซื้อประกันกองทุนผู้หางาน เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ ทั้งนี้ไม่ทราบว่า สวีเดนและฟินแลนด์สามารถล็อบบี้คนไปทำงานในช่วงโควิดที่มีการล็อกดาวน์อยู่ได้อย่างไร จึงเชื่อว่า เรื่องนี้ต้องมีนอกมีในอย่างแน่นอน

ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะผู้เข้าร่วมงาน กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทางฟินแลนด์และสวีเดนแก้ปัญหาส่วนนี้ไปแล้ว และหวังไทยจะแก้ปัญหาบ้างโดยร่วมมือกับทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งรากของปัญหาเกิดจากคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี จึงส่งผลให้คนไทยไปทำงานสร้างรายได้ที่มากว่า ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน ฟินแลนด์ เกาหลี หรืออิสราเอล ทั้งที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสงคราม เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับโครงสร้าง กฎหมายส่งคนงานไทยไปทำงานต่างประเทศมีช่องโหว่มหาศาล กระทรวงแรรงงานไทยไม่มีการการทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบบริษัทที่ส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ จึงเกิดช่องโหว่ให้มีการหลอกคนงานไทยไปทำงานต่างประเทศซ้ำ ๆ แม้ถูกปิดไปยังหานอมินีมาเปิดบริษัทต่อ เรื่องนี้มีทางเดียว คือ แก้กฎหมายและปรับโครงสร้างของกระทรวงแรงงาน และการส่งแรงงานไปต่างประเทศต้องเป็นรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จริงๆ ไม่ใช่จีทูจีปลอมเหมือนที่ไปอิสราเอล

วงเสวนา‘เบอร์รี่เลือด’ทูตฟินแลนด์ยอมรับอดีต กม.เปิดช่อง‘ค้ามนุษย์’ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเก็บของป่าได้

ทำความเข้าใจเรื่อง วงเสวนา‘เบอร์รี่เลือด’ทูตฟินแลนด์ยอมรับอดีต กม.เปิดช่อง‘ค้ามนุษย์’ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเก็บของป่าได้

จาก วงเสวนา‘เบอร์รี่เลือด’ทูตฟินแลนด์ยอมรับอดีต กม.เปิดช่อง‘ค้ามนุษย์’ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเก็บของป่าได้ ทำให้เห็นว่าปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานไทยในต่างแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง แม้ว่าทางฟินแลนด์จะมีการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงระบบการทำงานแล้วก็ตาม แต่การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงรัฐบาลไทยในการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อลดแรงจูงใจในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศภายใต้ความเสี่ยง

ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหา วงเสวนา‘เบอร์รี่เลือด’ทูตฟินแลนด์ยอมรับอดีต กม.เปิดช่อง‘ค้ามนุษย์’ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเก็บของป่าได้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และการสนับสนุนหน่วยงานที่ทำงานช่วยเหลือแรงงานจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ที่มา – วงเสวนา‘เบอร์รี่เลือด’ทูตฟินแลนด์ยอมรับอดีต กม.เปิดช่อง‘ค้ามนุษย์’ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเก็บของป่าได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *