วรศิษฎ์ตรวจเยี่ยมชุดคุ้มครองฯ
สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกองเอก วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ และรับฟังรายงานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
วรศิษฎ์ตรวจเยี่ยมชุดคุ้มครองฯ
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามมอบหมายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยนายวรศิษฎ์เดินทางไปยังชุดคุ้มครองตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดตรวจร่วมความมั่นคง 3 ฝ่าย บริเวณสะพานกอตอ ตำบลละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะกำลังพลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ พร้อมมอบสิ่งของเพื่อบำรุงขวัญและสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน
ระหว่างการตรวจเยี่ยม นายวรศิษฎ์รับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงภารกิจของชุดคุ้มครองตำบลตะปอเยาะจากนายอำเภอยี่งอ และรับฟังข้อมูลการปฏิบัติงานของจุดตรวจร่วมจากผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 44 ก่อนเดินตรวจพื้นที่และพูดคุยกับกำลังพลอย่างใกล้ชิด การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามงานด้านความมั่นคงจากสถานที่จริง
วรศิษฎ์ตรวจเยี่ยมชุดคุ้มครองฯ พร้อมย้ำภารกิจเพื่อประชาชน
นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายต้องปฏิบัติงานทุกวันและทุกเวลา โดยภารกิจแต่ละครั้งมีความเสี่ยงและอันตราย โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นระยะ รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ
รมช.มหาดไทยยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนทรัพยากร กำลังพล และงบประมาณ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง การสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประสานงานกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลประชาชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลักเข้าถึงพื้นที่ก่อน ถอนตัวทีหลัง
ประเด็นที่ได้รับการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือหลักการ “เข้าถึงพื้นที่ก่อน ถอนตัวทีหลัง” ซึ่งหมายถึงการที่เจ้าหน้าที่ต้องพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ความมั่นคงหรือสาธารณภัย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ไม่ประมาท และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนกับกำลังพลเป็นอันดับแรก
หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำงานโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง แต่เป็นการย้ำถึงความรับผิดชอบและความพร้อมในการเข้าถึงพื้นที่ที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จึงต้องอาศัยข้อมูลข่าวสาร การวางแผนยุทธการ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
ภารกิจของชุดคุ้มครองตำบลในพื้นที่
อำเภอยี่งอมีชุดคุ้มครองตำบล 4 แห่ง ได้แก่ ชุดคุ้มครองตำบลละหาร ชุดคุ้มครองตำบลลุโบะบาละ ชุดคุ้มครองตำบลลุโบะบือซา และชุดคุ้มครองตำบลตะปอเยาะ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจตราและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในตำบลและหมู่บ้าน โดยทำงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ.
- ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
- ตรวจตราพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติ
- ดูแลความปลอดภัยของครู พระ นักเรียน และสถานที่ราชการ
- จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยในฐานปฏิบัติการ
- ประสานงานกับทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ภารกิจของกำลังพลเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงเวลากลางคืน จึงเป็นงานที่ต้องใช้ความเสียสละ ความอดทน และความรับผิดชอบสูง การที่ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่พบปะด้วยตนเองจึงมีความหมายต่อขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ เพราะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าความทุ่มเทของตนได้รับการรับรู้และสนับสนุนอย่างจริงจัง
จุดตรวจร่วม 3 ฝ่ายกับการดูแลความมั่นคง
จุดตรวจร่วมความมั่นคงบริเวณสะพานกอตอเป็นการทำงานร่วมกันของฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ มีหน้าที่ตรวจคัดกรองบุคคลที่เดินทางข้ามเขตจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส รวมถึงป้องกันการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย จุดตรวจดังกล่าวยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการควบคุมพื้นที่ ป้องกันอาชญากรรม และเฝ้าระวังการก่อเหตุความไม่สงบ
การทำงานของจุดตรวจต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและการสื่อสารที่ดี เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกับการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น
การลงพื้นที่ของนายวรศิษฎ์จึงเป็นทั้งการติดตามภารกิจและการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับประชาชน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่สันติสุขในระยะยาว
จากเหตุการณ์นี้ สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่แพ้การรักษาความปลอดภัยคือการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจในชุมชน หากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีสติ รับผิดชอบ และเคารพประชาชน หลัก “เข้าถึงพื้นที่ก่อน ถอนตัวทีหลัง” ก็จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้การดูแลพื้นที่เกิดประโยชน์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


