ศรีสุวรรณ ร้องสอบอดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา ปมสุสานยิวบางคล้า
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้บุกไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องให้มีการตรวจสอบอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในประเด็นเรื่อง ‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบอดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทราให้ใบอนุญาตสุสานยิวบางคล้าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หลังจากพบความไม่ชอบมาพากลในการอนุมัติใบอนุญาตตั้งสุสานที่ขัดต่อกฎกระทรวงอย่างชัดเจน
‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบอดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทราให้ใบอนุญาตสุสานยิวบางคล้าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการตั้งสุสานชาวยิวแห่งใหม่ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกันคัดค้านเนื่องจากสถานที่ตั้งไม่เหมาะสม นายศรีสุวรรณจึงตั้งข้อสังเกตว่าการที่หน่วยงานรัฐออกใบอนุญาตให้ในปี 2564 นั้น มีความผิดปกติหรือไม่ เพราะกฎกระทรวง พ.ศ. 2543 ที่ออกตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ได้ระบุหลักเกณฑ์ไว้อย่างเข้มงวด
เปิดประเด็นความผิดพลาดในการออกใบอนุญาต
จากการตรวจสอบพบว่า การออกใบอนุญาตสุสานยิวในครั้งนี้ขัดต่อกฎระเบียบใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:
- ระยะห่างจากแหล่งน้ำ: กำแพงสุสานห่างจากคลองสาธารณะเพียง 187 เมตร ซึ่งขัดกับกฎหมายที่กำหนดไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 400 เมตร
- ระยะห่างจากทางสาธารณะ: ตัวสุสานห่างจากถนนเพียงไม่กี่เมตร ซึ่งผิดหลักเกณฑ์ที่ต้องห่างไม่น้อยกว่า 50 เมตร
ด้วยเหตุนี้ นายศรีสุวรรณจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการพิจารณาของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบอดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทราให้ใบอนุญาตสุสานยิวบางคล้าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยมองว่าแม้จะเกษียณไปแล้วแต่หากการกระทำเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ ป.ป.ช. ก็ยังมีอำนาจในการไต่สวนภายในอายุความ 10 ปี
ปัจจุบันทางจังหวัดได้สั่งให้ดำเนินการขุดขนศพที่ฝังไปแล้วจำนวน 4 รายออกจากพื้นที่ดังกล่าว นายศรีสุวรรณย้ำว่าหากยังไม่มีการแก้ไขที่เด็ดขาด เขาจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด การที่ ‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบอดีตผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทราให้ใบอนุญาตสุสานยิวบางคล้าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับหน่วยงานท้องถิ่นต้องเคร่งครัดต่อกฎหมายมากขึ้นครับ