ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี ทำเนียบขาวยื่นฎีกา

ล่าสุดศาลฎีกาของสหรัฐฯ ได้ออกคำตัดสินว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจในการใช้อำนาจตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ปี 1977 เพื่อออกกฎหมายเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตจากที่กฎหมายให้ไว้

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี

จากการตัดสินใจของคณะตุลาการศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ที่มีมติ 7 ต่อ 4 ว่า สภาคองเกรสเป็นหน่วยงานเพียงหน่วยเดียวที่มีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนหรือกำหนดกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ โดยถือว่าการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้อำนาจ IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีกับประเทศ伙伴ส่วนใหญ่ เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

ทั้งนี้ คำตัดสินดังกล่าวสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) ที่มีมติให้ระงับภาษีพิเศษรวมกว่า 10% ที่ประธานาธิบดีประกาศใช้กับแรงงานและสินค้าเกษตรในช่วงต้นเดือนเมษายน อีกทั้งระงับกำแพงภาษีจำหน่ายตอบแทนที่มีการประกาศกระทบกับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งกดดันให้อุตสาหกรรมดังกล่าวหยุดชะงักไปหลายเดือน

กรณีต้องสงวนอำนาจไว้เฉพาะสภานิติบัญญัติ

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกขึ้นมาพูดถึงคือว่าภายใต้กฎหมาย U.S. Constitution อำนาจในการควบคุมนโยบายทางเศรษฐกิตรวมถึงการจัดเก็บภาษีกับต่างประเทศนั้น มีหน้าที่แสดงความเห็นอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น การกระทำของประธานาธิบดีโดยอ้างกฎหมายฉุกเฉิน IEEPA จึงถูกมองว่าผิดหลักกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่การปฏิบัติตามขั้นตอนการออกกฎหมายอย่างเหมาะสม และเนื่องจากไม่มีความสามารถในการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างครบวงจร

  • การใช้อำนาจฉุกเฉินตามกฎหมาย IEEPA ผิดขอบเขต
  • ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิกำหนดนโยบายภาษีการค้าเองโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส
  • คำตัดสินศาลสนับสนุนความโปร่งใสในการตัดสินใจด้านการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องภาษียานยนต์ ชิ้นส่วนเหล็ก และอะลูมิเนียม ซึ่งนำเสนอในมาตรการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าปี 1962 ยังมีข้อยกเว้น เพราะกฎหมายมาตราดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการพิทักษ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งผลของการพิจารณานี้จึงจำเป็นต้องแยกดูรายกรณี

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยย้อนกลับไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐจัดทำมาตรการพิธีการยกเลิกการดำเนินการตามกฎหมายยุติธรรมด้านภาษีที่กระทบต่อการค้าโลก และออกมติดังที่มีการประกาศก่อนหน้า หากคำตัดสินศาลฎีกาทำให้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกจริง อาจส่งผลอย่างมากสู่การจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับคู่ค้าโลก ทั้งในแง่ของรูปธรรมและกระบวนการโดยรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือคำพิพากษานี้จะมีผลใช้บังคับวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งเปิดช่องให้ทีมทนายความของทำเนียบขาวสามารถอุทธรณ์ต่อศาลฟ้องร้องสูงสุดของสหรัฐได้อีก ซึ่งตามรายงานระบุว่าทางทำเนียบขาวไม่เพียงแต่เตรียมการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อไป แต่ยังเรียกร้องอย่างหนักว่าคำเสียเป็นเส้นทางหายนะ และเชื่อมั่นว่าในชั้นศาลฎีกาน่าจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

บทสรุป

ในอดีตเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ตั้งใจกำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีการค้าที่กระทบต่อประโยชน์ของคู่ค้า กฎหมายกลายเป็นอาวุธที่ถูกใช้ควบคู่กับความเซี่ยงทางการเมือง และทางความมั่นคงสากล ในขณะที่ศาลย่อย-สภาตุลาการยอมรับเดิมพันเพื่อรับความยุติธรรมให้แก่บุคลากรที่ได้รับผลกระทบรายเล็ก ฝ่ายบริโภค โดยคณะกรรมการบริหารกฎหมายพลเมืองในรัฐสภาสหรัฐฯ ยังกำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่อย่างครอบคลุม คำตัดสินบทใหม่นี้อาจจะเปิดทางให้เกิดการโหวต формировาระเบียบทางเศรษฐกิจอย่างถาวร และให้ระบบยอมรับว่าสิทธิของเขาถูกต้องตามกฎหมาย

หากได้โอกาสอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาสำเร็จ อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางโลกสู่🍒 ความสงบสุขทางการค้า ✨ ขอให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายได้.FLOAT.cammutual !!}

ติดตามข่าวสารและนโยบายการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางสื่อของเรา พร้อมถอดบทวิเคราะห์ที่迄一切都清楚!

ที่มา – ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี ทำเนียบขาวยื่นฎีกา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *