ศิริโชคแฉ Shuffle.com โกย 6 พันล้าน หุ้น 1% 152 ล้าน
ประเด็นเรื่องการถือหุ้นใน Shuffle.com กลายเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังนายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท Natural Nine B.V. ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเว็บไซต์ดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าตัวเลขหุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ที่ดูเหมือนเล็กน้อย อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักร้อยล้านบาท
เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อสังเกตจากนายศิริโชค โดยตัวเลขมูลค่าหุ้นเป็นการประเมินจากผลประกอบการและการเปรียบเทียบกับธุรกรรมในธุรกิจการพนัน ไม่ใช่ราคาซื้อขายหุ้นที่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ดังนั้นผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งและรอคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
ศิริโชคแฉ Shuffle.com โกย 6 พันล้าน หุ้น 1% 152 ล้าน
ศิริโชคระบุว่า บัญชีกำไรขาดทุนของ Natural Nine B.V. ในปี 2568 แสดงรายได้ประมาณ 187.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,189 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 46.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,520 ล้านบาทภายในปีเดียว ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า หากมีการถือหุ้นในธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรระดับนี้ หุ้นจำนวน 1 เปอร์เซ็นต์จะมีมูลค่าที่แท้จริงประมาณเท่าใด
นอกจากนี้ บัญชีดังกล่าวยังถูกอ้างว่าระบุผลกำไรสุทธิของบริษัทในปีเดียวกันที่ประมาณ 40.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,341 ล้านบาท หากคำนวณตามสัดส่วนหุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ จะเท่ากับประมาณ 13.4 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณตามสัดส่วนกำไร ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับจริง เพราะการจ่ายเงินปันผลต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท เงื่อนไขการลงทุน และมติของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง
ศิริโชคแฉ Shuffle.com โกย 6 พันล้าน หุ้น 1% 152 ล้าน
สำหรับการประเมินมูลค่ากิจการ นายศิริโชคนำกรณีการซื้อขายหุ้นในธุรกิจการพนันของบริษัท Entain มาใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ โดยธุรกรรมดังกล่าวสะท้อนมูลค่ากิจการประมาณ 10 เท่าของกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เมื่อนำอัตราดังกล่าวมาใช้กับกำไรจากการดำเนินงานของ Shuffle.com จึงประเมินมูลค่ากิจการได้ประมาณ 15,200 ล้านบาท
หากกิจการมีมูลค่าประมาณ 15,200 ล้านบาท หุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ก็อาจมีมูลค่าทางทฤษฎีราว 152 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นที่มาของประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะแม้สัดส่วนการถือหุ้นจะมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อคำนวณจากมูลค่ากิจการขนาดใหญ่ สินทรัพย์ดังกล่าวก็อาจมีมูลค่าสูงมากในสายตาของประชาชนทั่วไป
ทำไมตัวเลขหุ้น 1 เปอร์เซ็นต์จึงสำคัญ
การพูดถึงสัดส่วนหุ้นเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าการลงทุนมีขนาดเล็ก แต่การประเมินมูลค่าหุ้นจำเป็นต้องดูทั้งขนาดของบริษัท รายได้ ความสามารถในการทำกำไร หนี้สิน เงื่อนไขการถือหุ้น และสิทธิของผู้ถือหุ้นประกอบกัน หุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทขนาดเล็กอาจมีมูลค่าไม่มาก ขณะที่หุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ในธุรกิจที่มีรายได้หลายพันล้านบาทต่อปีอาจมีมูลค่าหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทได้
- รายได้ของบริษัท: ใช้สะท้อนขนาดและความสามารถในการสร้างเงินของกิจการ แต่ไม่ใช่กำไรที่เจ้าของจะได้รับทั้งหมด
- กำไรสุทธิ: เป็นตัวเลขหลังหักค่าใช้จ่ายและรายการต่าง ๆ แล้ว แต่ยังต้องพิจารณาว่าบริษัทนำกำไรไปลงทุนต่อหรือจ่ายปันผล
- มูลค่ากิจการ: เป็นการประเมินที่อาจเปลี่ยนแปลงตามผลประกอบการ ความเสี่ยง และสภาวะตลาด
- สิทธิของผู้ถือหุ้น: หุ้นแต่ละประเภทอาจมีสิทธิออกเสียง สิทธิรับเงินปันผล หรือข้อจำกัดในการขายแตกต่างกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวน 1 เปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าหุ้นนั้นอยู่ในบริษัทใด มีมูลค่ากิจการเท่าไร และผู้ถือหุ้นมีสิทธิหรือภาระผูกพันอย่างไรด้วย การนำตัวเลขจากธุรกรรมของบริษัทอื่นมาเปรียบเทียบสามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรถือเป็นราคาประเมินที่แม่นยำ เพราะแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างรายได้ ตลาดที่ดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านกฎหมายแตกต่างกัน
อีกประเด็นที่ควรติดตามคือความชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สิน และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากผู้ถือหุ้นมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนจะช่วยให้สังคมตรวจสอบได้ และลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมูลค่าหรือผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น
สรุปแล้ว ศิริโชคแฉ Shuffle.com โกย 6 พันล้าน หุ้น 1% 152 ล้าน เป็นประเด็นที่เกิดจากการนำผลประกอบการและข้อมูลเปรียบเทียบมาคำนวณมูลค่าหุ้นโดยประมาณ ไม่ใช่การยืนยันว่าหุ้นมีราคาซื้อขายจริงที่ 152 ล้านบาท ผู้อ่านควรแยกให้ออกระหว่างรายได้ กำไร มูลค่ากิจการ และเงินปันผล เพื่อทำความเข้าใจข่าวอย่างถูกต้องและไม่ด่วนสรุป
ติดตามคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องและตรวจสอบเอกสารต้นทางก่อนแชร์ข้อมูล เพื่อให้การพูดคุยเรื่องหุ้นและทรัพย์สินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากที่สุด
