สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำ
สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น หลังกรมชลประทานประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่าสามารถปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ท้ายเขื่อน ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงสมุทรปราการ
สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น จากการลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณฝนในพื้นที่ต้นน้ำและระดับน้ำในแม่น้ำปิง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาในจังหวัดกำแพงเพชรมีฝนตก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวลมากนัก เขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีความสามารถรองรับน้ำฝนและบริหารจัดการน้ำได้
ข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ประมาณ 70% ของความจุอ่างเก็บน้ำ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำราว 82% กรมชลประทานจึงยังมีช่องว่างในการบริหารจัดการ เพื่อเตรียมรองรับฝนที่อาจตกเพิ่มเติมในช่วงต่อไป การลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจะช่วยชะลอปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และลดความเสี่ยงน้ำเอ่อล้นในชุมชนริมแม่น้ำ
สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น แต่ต้องติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด
แม้สถานการณ์โดยรวมจะผ่อนคลายลง แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ คลอง และพื้นที่ลุ่มต่ำยังควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพราะระดับน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝน น้ำเหนือ และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน การลดน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานในคลองชัยนาท-ป่าสักและแม่น้ำน้อย เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบต่อจังหวัดซึ่งไม่ได้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง
สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันระดับน้ำยังต่ำกว่าระดับเก็บกัก จึงมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับรองรับน้ำและบริหารจัดการในช่วงฝนตก กรมชลประทานได้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสัก เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลมารวมกันบริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การจัดการลักษณะนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวแม่น้ำ
การบริหารน้ำฝั่งตะวันออกและคลองรังสิต
ในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก มีน้ำจากอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไหลเข้าสู่จังหวัดปทุมธานี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง จึงร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขตคลองรังสิตประยูรศักดิ์ โดยพิจารณาทั้งการระบายน้ำผ่านคลอง 13 ถึงคลอง 15 ลงสู่อ่าวไทย และการผันน้ำผ่านสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยการประสานงานแบบเป็นระบบ เพราะการเร่งระบายน้ำในจุดหนึ่งอาจเพิ่มระดับน้ำในอีกพื้นที่หนึ่งได้ เจ้าหน้าที่จึงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการลดน้ำท่วมขังกับการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าชุมชนเร็วเกินไป ประชาชนในพื้นที่ควรเตรียมอุปกรณ์จำเป็น ยกของขึ้นที่สูง และตรวจสอบเส้นทางสัญจรเป็นระยะ โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้คลองหรือพื้นที่รับน้ำ
สถานการณ์น้ำในภาคตะวันตกและภาคตะวันออก
พื้นที่ภาคตะวันตกยังคงมีการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 900-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย แม้การระบายจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ท้ายน้ำ แต่ชุมชนริมน้ำบางแห่งอาจมีน้ำเพิ่มขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังมีฝนตกในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรีมีน้ำเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกบริเวณท้ายเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนแม่ประจันต์ แม้เขื่อนแก่งกระจานจะมีปริมาณน้ำสูงถึง 102% แต่กรมชลประทานได้ลดการระบายลงเหลือประมาณ 68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อตัวเมืองเพชรบุรี อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำอาจได้รับผลกระทบบ้าง ประชาชนจึงควรติดตามระดับน้ำและคำแจ้งเตือนจากจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ
ด้านภาคตะวันออก ต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายกมีแนวโน้มลดลง น้ำจึงไหลมารวมบริเวณแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระดับการระบายน้ำได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำระบายออกได้ช้าลง กองทัพเรือจึงนำเรือผลักดันน้ำเข้าช่วยเร่งการระบายน้ำในแม่น้ำบางปะกง เพื่อบรรเทาปริมาณน้ำค้างในพื้นที่
- ประชาชนริมแม่น้ำ: ติดตามประกาศระดับน้ำและเตรียมย้ายสิ่งของสำคัญขึ้นที่สูง
- เกษตรกร: ตรวจสอบคันกั้นน้ำ ทางระบายน้ำ และแผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่
- ผู้ใช้รถใช้ถนน: หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังและตรวจสอบการจราจรก่อนเดินทาง
- ชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ: เตรียมถุงทราย เครื่องสูบน้ำ และช่องทางติดต่อหน่วยงานท้องถิ่น
โดยสรุป สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น จากการลดการระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ แต่ยังไม่ควรประมาท เนื่องจากฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนอาจทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกับประชาชนจะช่วยลดความเสียหายได้มากที่สุด ดังนั้นควรติดตามข้อมูลจากกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมรับมือได้ทันเวลา
ความคิดเห็น: การบริหารน้ำที่ยืดหยุ่นและสื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญในช่วงฤดูฝน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ชุมชนรับมือสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ที่มา – สถานการณ์น้ำภาคกลางดีขึ้น กรมชลประทาน ลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา