สภาฯ แจงระเบียบ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกมาชี้แจงประเด็นแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญ หลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจของประธานกรรมาธิการ การนัดประชุม การบรรจุระเบียบวาระ รวมถึงการเรียกเอกสารและบุคคล โดยยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่กติกาใหม่ และไม่ได้มีเจตนาลิดรอนอำนาจหรือสิทธิของประธานกรรมาธิการแต่อย่างใด
สภาฯ แจงระเบียบ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62
นายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานกรรมาธิการ 2 ระบุว่า แนวทางการทำงานที่มีการพูดถึงในขณะนี้ปรากฏอยู่ในระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกรรมาธิการมานานแล้ว โดยมีการกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2562 เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการโต้แย้งหรือหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาอย่างจริงจัง จึงอาจทำให้หลายฝ่ายเข้าใจว่าการปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพียงรูปแบบเดียว
การชี้แจงครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ระเบียบที่ใช้กับคณะกรรมาธิการยังคงเป็นระเบียบเดิม ไม่ได้มีการแบ่งว่าเป็นกติกาเก่าหรือกติกาใหม่ แต่เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันที่มีผลใช้บังคับมาอย่างต่อเนื่อง สภาฯ แจงระเบียบ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62 เพื่อยืนยันว่าการทำงานทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุม และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สภาฯ แจงระเบียบ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62 และไม่ใช่การลดอำนาจ
สำหรับการนัดประชุมกรรมาธิการเป็นกรณีพิเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอธิบายว่า ประธานกรรมาธิการยังคงมีสิทธิในการนัดประชุมได้ตามความเหมาะสม เพียงแต่ก่อนนัดประชุมควรตรวจสอบองค์ประชุมและประสานงานกับกรรมาธิการคนอื่นเสียก่อน เพื่อให้ทราบว่ามีสมาชิกพร้อมเข้าร่วมมากเพียงใด
หลักการดังกล่าวมีเหตุผลด้านการบริหารงาน เพราะแม้ประธานกรรมาธิการจะมีเวลาว่าง แต่กรรมาธิการคนอื่นอาจติดภารกิจหรือไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ หากไม่มีการตรวจสอบล่วงหน้า อาจทำให้การประชุมไม่ครบองค์ประชุมและไม่สามารถเดินหน้าพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้จึงเป็นการช่วยให้การประชุมเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่การจำกัดสิทธิของประธานกรรมาธิการ
- ประธานกรรมาธิการยังสามารถนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้
- ควรตรวจสอบความพร้อมของกรรมาธิการก่อนกำหนดวันประชุม
- การประสานงานช่วยลดปัญหาการประชุมไม่ครบองค์ประชุม
- แนวทางทั้งหมดต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่มีอยู่
การบรรจุระเบียบวาระต้องผ่านการพิจารณา
อีกประเด็นสำคัญคือการบรรจุเรื่องเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยหลักการที่นำมาใช้กับกรรมาธิการนั้นอนุโลมจากแนวทางการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร เรื่องที่ประธานกรรมาธิการสามารถบรรจุได้โดยตรง ได้แก่ เรื่องแจ้งและเรื่องอื่น ๆ ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ แต่หากมีกรรมาธิการเสนอให้บรรจุเรื่องใดเป็นกรณีเฉพาะ เรื่องนั้นควรเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมก่อน
ขั้นตอนดังกล่าวเปิดโอกาสให้กรรมาธิการร่วมกันพิจารณาว่าจะรับเรื่องไว้ดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากข้อร้องเรียนหรือข้อเสนอทุกเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในทันที บางเรื่องอาจอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการอีกคณะหนึ่ง หรืออาจมีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน
หากที่ประชุมมีมติรับเรื่องไว้พิจารณา กรรมาธิการจะหารือต่อว่าควรเชิญหน่วยงาน บุคคล หรือผู้เกี่ยวข้องรายใดมาให้ข้อมูล จากนั้นจึงบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นระเบียบวาระการประชุมในครั้งถัดไป วิธีนี้ช่วยให้การทำงานมีขั้นตอนชัดเจน ป้องกันการเชิญบุคคลหรือหน่วยงานโดยไม่จำเป็น และช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เป็นไปอย่างรอบคอบ
อำนาจเรียกเอกสารและบุคคลเป็นของคณะกรรมาธิการ
ในส่วนของการเรียกเอกสารและบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 มีการย้ำว่าอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการโดยรวม ไม่ได้ระบุว่าเป็นอำนาจเฉพาะของประธานกรรมาธิการ ดังนั้น การดำเนินการจึงควรผ่านการพิจารณาและมติของคณะกรรมาธิการตามขั้นตอนที่กำหนด
นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังอธิบายว่า การเรียกตามมาตรา 129 มีลักษณะเป็นการเชิญหรือขอความร่วมมือให้ส่งเอกสาร หรือเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง กระบวนการดังกล่าวจึงต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย และคำนึงถึงขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการเป็นสำคัญ
เมื่อมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการหลายคณะ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องควรหารือร่วมกันว่า คณะใดจะรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพ หรือควรจัดประชุมร่วมกันเพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน การประสานงานลักษณะนี้ช่วยให้การตรวจสอบมีทิศทางเดียวกันและทำให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมจึงต้องออกมาชี้แจงในเวลานี้
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า การออกมาชี้แจงมีความจำเป็นหลังเกิดความเห็นแตกต่างทางการเมืองและความเข้าใจไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของกรรมาธิการ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมองว่าเรื่องนี้อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างสองพรรคการเมือง การอธิบายข้อเท็จจริงด้านระเบียบและกฎหมายจึงช่วยลดความสับสน และทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีที่มาอย่างชัดเจน
สภาฯ แจงระเบียบ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62 ไม่ได้หมายความว่ามีการออกกฎเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นการทบทวนแนวทางที่มีอยู่เดิมให้กลับมาใช้ให้ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน การยืนยันเช่นนี้ยังช่วยให้ประชาชนติดตามการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าการนัดประชุม การรับเรื่อง และการเรียกข้อมูลต่าง ๆ มีขั้นตอนรองรับ
โดยสรุป แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการที่ถูกพูดถึงไม่ได้เป็นกติกาใหม่ แต่เป็นการย้ำให้ปฏิบัติตามระเบียบที่มีมาตั้งแต่ปี 2562 ประธานกรรมาธิการยังมีอำนาจนัดประชุม ขณะที่การบรรจุเรื่องและการเรียกเอกสารหรือบุคคลควรผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการอย่างเหมาะสม มุมมองที่น่าสนใจคือ การมีขั้นตอนชัดเจนไม่เพียงช่วยลดข้อขัดแย้ง แต่ยังทำให้การทำงานของสภาฯ โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
ที่มา – ‘สภาฯ’ แจง ระเบียบดำเนินงานของ กมธ.ฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ชี้มีมาตั้งแต่ปี 62