สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยยื่นขอรัฐช่วยผู้ค้ารายย่อย
ในยุคที่อีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ค้ารายย่อยหรือ SME ในไทยกำลังเผชิญปัญหาหนัก เมื่อแพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่าง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ขึ้นค่าธรรมเนียมแบบต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐจะช่วยเหลือได้หรือไม่ ล่าสุด มีข่าวสำคัญที่ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยยื่นขอภาครัฐเร่งช่วยผู้ค้ารายย่อยหลังแพลตฟอร์มโขกค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อเนื่อง โดยยื่นหนังสือต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา
สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยยื่นขอภาครัฐเร่งช่วยผู้ค้ารายย่อยหลังแพลตฟอร์มโขกค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อเนื่อง
สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเข้าแทรกแซงปัญหานี้โดยด่วน เพราะผู้ขายรายย่อยต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่ว ไม่ใช่แค่ค่าคอมมิชชันหลัก แต่รวมถึงค่าบริการเสริม ค่าโฆษณา ค่าแอฟฟิลิเอต และอื่นๆ อีกเพียบ ทำให้กำไรที่เคยมีหายวับไปกับตา
แพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมาก พวกเขาควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การมองเห็นสินค้าในฟีด ระบบโฆษณา การชำระเงิน การขนส่ง ไปจนถึงข้อมูลลูกค้า ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME Sellers จึงรู้สึกเหมือนถูกบีบให้อยู่ในกรง ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้สินค้าขึ้นโชว์ หากไม่ทำ โอกาสขายก็แทบเป็นศูนย์ โดยเฉพาะบน TikTok Shop ที่ผูกการขายกับคอนเทนต์และอัลกอริทึม ผู้ขายต้องแย่งกันโปรโมต แย่งครีเอเตอร์ และเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ
มุมมองจากนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เกี่ยวกับสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยยื่นขอภาครัฐ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซไทยจาก TARAD.com ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บนั้นสูงกว่าที่เห็นบนหน้าเว็บมาก เพราะมีค่าซ่อนอีกเพียบ เช่น ค่าชำระเงิน ค่าโปรโมต และค่าบริการอื่นๆ ที่ทำให้ต้นทุนจริงพุ่งปรี๊ด นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่หน้าร้าน คลังสินค้า ขนส่ง ไปจนถึงข้อมูลลูกค้า ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยและ SME ไทยถูกบีบให้เป็นแค่ผู้รับจ้างย่อย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ TikTok Shop ที่ผู้ขายบางรายบ่นว่าเลือกขนส่งไม่ได้ ถูกผูกกับ J&T เป็นหลัก ซึ่งแพลตฟอร์มได้ประโยชน์จาก volume สูง แต่ผู้ขายรายเล็กไม่มีอำนาจต่อรอง แม้ กขค. จะมีแนวทางกำกับพฤติกรรมไม่เป็นธรรมแล้ว แต่การบังคับใช้ยังไม่เข้มข้นพอ
ปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
นอกจากค่าธรรมเนียม ผู้ขายยังเจอสินค้านำเข้าถูกๆ ที่อาจไม่ผ่านมาตรฐาน กระทบเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือน สมาคมจึงเรียกร้องให้เร่งพิจารณา พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าที่เคยผ่านกรรมาธิการแล้ว เพื่อลดอำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์ม
และนี่คือ 10 ข้อเสนอ ที่สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยยื่นให้ภาครัฐพิจารณา เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดดิจิทัล:
- มอบหมายกระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพหลัก ประสาน ETDA, กขค., กระทรวงพาณิชย์, สคส.
- ยกระดับ พ.ร.ก. DPS จากรับแจ้งเป็นกำกับพฤติกรรมจริง
- ทบทวนกฎหมายทั้งระบบ เชื่อมโยง พ.ร.บ.การแข่งขัน, PDPA, ผู้บริโภค ฯลฯ
- สนับสนุน ETDA ตรวจสอบเชิงรุก เช่น ลดการมองเห็น, ปิดบัญชี
- กำหนดให้แพลตฟอร์มเปิดเผยหลักเกณฑ์การมองเห็น, จัดอันดับสินค้า
- คุ้มครองข้อมูลลูกค้าและข้อมูลทางการค้าของผู้ขาย
- ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ
- ตั้งระบบร้องเรียนกลางสำหรับผู้ขาย กับกรอบเวลาตรวจสอบ
- ให้ผู้ขายเลือกบริการชำระเงิน, ขนส่ง ได้เสรี
- แพลตฟอร์มโตโดยไม่บดขยี้ SME ไทย บนกติกาโปร่งใส
ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่แค่ช่วยผู้ขาย แต่เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืน หากรัฐไม่เข้าแทรกแซง แพลตฟอร์มต่างชาติอาจครองตลาดทั้งหมด สร้างความไม่สมดุล
ในฐานะผู้ที่สนใจอีคอมเมิร์ซ คุณควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเปลี่ยนกฎเกมการขายออนไลน์ในไทย หากคุณเป็น SME Seller ที่เคยเจอปัญหาค่าธรรมเนียมสูง ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอาจช่วยกันผลักดันให้รัฐฟังเสียงมากขึ้น!
ที่มา – “สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย”ยื่นขอภาครัฐเร่งช่วยผู้ค้ารายย่อยหลังแพลตฟอร์มโขกค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อเนื่อง