สวนดุสิตยกระดับความปลอดภัยในสถาบันอุดมศึกษา

ความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันดูแล เพราะสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ทำงาน พื้นที่ทำกิจกรรม และพื้นที่ใช้ชีวิตของนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และผู้มาติดต่อจำนวนมาก เหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบจึงช่วยลดความเสี่ยง ลดความสูญเสีย และสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนในรั้วมหาวิทยาลัย

สวนดุสิตยกระดับความปลอดภัยในสถาบันอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. และมูลนิธิสยามวโรดม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ หรือ MOU ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเผชิญเหตุความรุนแรงในสถาบันอุดมศึกษา พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “ทักษะการเผชิญเหตุความรุนแรงในสถาบันอุดมศึกษา” ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และแนวทางปฏิบัติสำหรับรับมือเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่การศึกษา โดยมุ่งให้ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจอย่างเหมาะสม และดำเนินการตามขั้นตอนที่ช่วยรักษาชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สวนดุสิตยกระดับความปลอดภัยในสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า สถานศึกษาควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม เหตุความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การมีความรู้และทักษะที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านนโยบาย มหาวิทยาลัย และองค์กรภาคประชาสังคม จะช่วยให้การวางแผนป้องกันและการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินมีทิศทางเดียวกันมากขึ้น

ข้อตกลงดังกล่าวมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี และครอบคลุมการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม การกำหนดแผนป้องกัน การจัดทำแผนเผชิญเหตุ รวมถึงการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ แนวทางนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถทบทวนจุดเสี่ยง ปรับปรุงขั้นตอนการสื่อสาร และพัฒนาระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง

การอบรมเน้นทักษะที่นำไปใช้ได้จริง

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเผชิญเหตุความรุนแรง การประเมินสถานการณ์ การเอาตัวรอด และการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับสถานการณ์จริงได้

หนึ่งในหลักการสำคัญที่ใช้ในการอบรมคือ “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run, Hide, Fight ซึ่งเป็นแนวทางที่จดจำได้ง่ายและเน้นการรักษาชีวิตเป็นอันดับแรก ผู้ประสบเหตุควรพิจารณาสถานการณ์อย่างรวดเร็วและเลือกทางปฏิบัติที่เหมาะสม ดังนี้

  • หนี: หากมีเส้นทางปลอดภัย ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด ไม่หยุดเก็บสัมภาระ และช่วยเตือนผู้อื่นเท่าที่สามารถทำได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง
  • ซ่อน: หากไม่สามารถหลบหนีได้ ควรเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ปิดล็อกประตู ปิดเสียงโทรศัพท์ และอยู่ให้ห่างจากจุดที่อาจมองเห็นได้
  • สู้: เมื่อเผชิญอันตรายโดยตรงและไม่มีทางเลือกอื่น ควรป้องกันตนเองด้วยวิธีที่เหมาะสม พร้อมใช้สิ่งของใกล้ตัวเพื่อสร้างโอกาสในการเอาตัวรอด

ฝึกสถานการณ์จำลองเพื่อสร้างความมั่นใจ

การอบรมได้รับเกียรติจาก รศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นวิทยากรบรรยาย พร้อมคณะวิทยากรจากกลุ่มงานยุทธวิธีตำรวจ ศูนย์ฝึกตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้แก่ พ.ต.ท.อนุพงษ์ ลิ้มศิริ ร.ต.ท.อภิชัย สุปัญโญ และ ส.ต.อ.หญิงณัทปภา กำภูพงษ์ ร่วมดำเนินการฝึกปฏิบัติ

ผู้เข้าร่วมได้ฝึกผ่านสถานการณ์จำลอง หรือ Simulation ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของสถาบันอุดมศึกษา การฝึกในรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความแตกต่างระหว่างการรับรู้ข้อมูลกับการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งยังเปิดโอกาสให้ทบทวนการตัดสินใจ การสื่อสารกับคนรอบข้าง และการประสานงานกับเจ้าหน้าที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากทักษะส่วนบุคคลแล้ว การสร้างความปลอดภัยยังต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งองค์กร มหาวิทยาลัยควรสื่อสารช่องทางแจ้งเหตุให้ชัดเจน จัดทำป้ายหรือคู่มือที่เข้าใจง่าย ตรวจสอบทางหนีไฟและจุดรวมพลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกำหนดผู้รับผิดชอบในการประสานงานอย่างชัดเจน นักศึกษาและบุคลากรก็ควรมีส่วนร่วมในการสังเกตความผิดปกติ แจ้งข้อมูลอย่างมีสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสะท้อนให้เห็นว่า สวนดุสิตยกระดับความปลอดภัยในสถาบันอุดมศึกษา ผ่านการสร้างความร่วมมือและพัฒนาทักษะที่เป็นรูปธรรม ความปลอดภัยไม่ควรเป็นเพียงแผนงานบนเอกสาร แต่ต้องเกิดจากการฝึกซ้อม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกคนรู้บทบาทของตนเองและมีความพร้อมมากขึ้น ก็จะช่วยลดความตื่นตระหนกและเพิ่มโอกาสในการรับมือเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง

มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เริ่มจากการสำรวจความเสี่ยงใกล้ตัว จัดอบรมที่เข้าถึงได้ และสร้างวัฒนธรรมการดูแลซึ่งกันและกัน เพราะความปลอดภัยที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนร่วมกันลงมือทำ วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ช่องทางแจ้งเหตุ ตรวจสอบพื้นที่รอบตัว และเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ม.สวนดุสิต จับมือ สอวช. – มูลนิธิสยามวโรดม ยกระดับความปลอดภัยในสถาบันอุดมศึกษา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *