สีหศักดิ์พบผู้นำวาติกัน ชี้แจงไฟใต้-เขตแดนทะเล
สีหศักดิ์พบผู้นำวาติกัน เพื่อหารือประเด็นสำคัญด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และมนุษยธรรม โดยการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นที่นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบพระคาร์ดินัล ปิเอโตร พาโรลิน เลขาธิการสันตะสำนักแห่งนครรัฐวาติกัน รวมถึงอาร์ชบิชอป พอล ริชาร์ด แกลลาเฮอร์ สมณมนตรีประจำสมณกระทรวงการต่างประเทศแห่งนครรัฐวาติกัน
การหารือครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับวาติกันที่มีความต่อเนื่อง และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมประเด็นสังคม การศึกษา การแพทย์ การกุศล และสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยฝ่ายไทยได้ย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพทางศาสนา ซึ่งเป็นหลักการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาสามารถประกอบศาสนกิจและอยู่ร่วมกันได้อย่างเคารพซึ่งกันและกัน
สีหศักดิ์พบผู้นำวาติกัน ชี้แจงสถานการณ์ไทย
นายสีหศักดิ์อธิบายว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางศาสนาเป็นอย่างมาก องค์กรคาทอลิกในไทยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะด้านการศึกษา โรงพยาบาล การแพทย์ และงานสาธารณประโยชน์ หลายองค์กรทำงานร่วมกับชุมชนมาเป็นเวลานาน จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมไทย
ฝ่ายวาติกันยังสอบถามถึงการดูแลผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ในเมียนมายังคงส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย นายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยยึดหลักมนุษยธรรมและพยายามดูแลผู้อพยพอย่างเหมาะสม แม้ในช่วงที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลงหรือถูกตัดออก ประเทศไทยยังคงให้การดูแลตามศักยภาพที่มี เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบมีความปลอดภัยและได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน
สีหศักดิ์พบผู้นำวาติกัน ย้ำหลักมนุษยธรรม
ประเด็นผู้อพยพเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องทั้งความมั่นคงของพื้นที่ชายแดนและสิทธิมนุษยชน การดำเนินการของไทยจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้เดือดร้อน การบริหารจัดการพื้นที่ และการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า รัฐบาลไทยพยายามดำเนินการด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน
สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฝ่ายวาติกันได้สอบถามถึงแนวทางของประเทศไทยเช่นกัน นายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นด้านศาสนาโดยตรง แม้พื้นที่จะมีประชาชนหลากหลายอัตลักษณ์และความเชื่ออาศัยอยู่ร่วมกัน รัฐบาลจึงพยายามทำความเข้าใจปัญหาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่
- รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
- การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเดินควบคู่กับการสร้างความปลอดภัย
- การเคารพอัตลักษณ์ของประชาชนช่วยสร้างความไว้วางใจ
- การแก้ปัญหาระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายสีหศักดิ์รายงานความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาททางทะเล ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่สองภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาทตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ค.ศ. 1982
ประเทศไทยยืนยันว่าต้องการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชาด้วยสันติวิธี และพร้อมก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีต อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมและแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน การประชุมครั้งล่าสุดเน้นประเด็นทางเทคนิค โดยไทยยืนยันเส้นไหล่ทวีปและแนวเขตแดนทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่กัมพูชายังคงยืนยันแนวทางของตนเอง
นายสีหศักดิ์มองว่า แนวทางของไทยมีความใกล้เคียงกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันมากที่สุด และมองเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการประชุม เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้หยิบยกเรื่องการพัฒนาร่วมกันหรือการแบ่งปันทรัพยากรขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในครั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของไทยที่ต้องการจัดทำเส้นเขตแดนให้มีความชัดเจนก่อน จากนั้นจึงค่อยหารือเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันในอนาคต
นอกจากการเจรจาด้านเทคนิคแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสนใจกับมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ นายสีหศักดิ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องจัดทำเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการเสมอไป หากแต่ละฝ่ายมีความจริงใจและพร้อมปฏิบัติร่วมกันก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ไทยเองดำเนินการหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ เช่น การละเว้นจากการโจมตี เว้นแต่จะถูกโจมตีก่อน
อย่างไรก็ตาม มาตรการสร้างความไว้วางใจจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทั้งไทยและกัมพูชาปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน การดำเนินการฝ่ายเดียวอาจช่วยลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีความร่วมมือและความรับผิดชอบจากทั้งสองประเทศ
โดยสรุป การหารือครั้งนี้ครอบคลุมทั้งบทบาทของศาสนาในสังคมไทย การดูแลผู้อพยพชาวเมียนมา ปัญหาชายแดนภาคใต้ และการคลี่คลายข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา จุดที่น่าสนใจคือทุกประเด็นล้วนต้องอาศัยการสื่อสาร ความอดทน และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน สีหศักดิ์พบผู้นำวาติกัน จึงไม่ใช่เพียงการพบปะทางการทูต แต่ยังเป็นโอกาสในการอธิบายจุดยืนของไทยต่อประชาคมโลกอย่างชัดเจน
มุมมองที่ควรติดตามต่อจากนี้คือ ผลการประชุมด้านเขตแดนทางทะเลและการปฏิบัติตามมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หากทั้งสองฝ่ายเดินหน้าด้วยความจริงใจและยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สัญญาณบวกในครั้งนี้อาจพัฒนาไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคในระยะยาว
ที่มา – ‘สีหศักดิ์’ พบผู้นำวาติกัน แจงปมไฟใต้-ผู้อพยพชาวเมียนมา เผยสางเขตแดนทะเล ‘ไทย-กัมพูชา’ สัญญาณเป็นบวก


