สีหศักดิ์เตือนเที่ยวไทยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
ประเด็นความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังสถานทูตจีนออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเดินทางมาไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เรื่องนี้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะกลุ่มที่กำลังมีปัญหาอาจไม่ใช่นักท่องเที่ยวจีนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่เดินทางเข้ามาทำงานหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวง
สาระสำคัญของคำเตือนครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเหมารวมว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ควรแยกแยะให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใด และมีรูปแบบการดำเนินงานอย่างไร นายสีหศักดิ์เตรียมหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น
สีหศักดิ์เตือนเที่ยวไทยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
นายสีหศักดิ์มองว่า การประกาศเตือนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจช่วยสร้างความระมัดระวังในเบื้องต้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาขบวนการหลอกลวงได้ทั้งหมด หากต้องการจัดการอย่างจริงจัง ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันตรวจสอบข้อมูล แลกเปลี่ยนข่าวสาร และติดตามเส้นทางของกลุ่มบุคคลที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ทำงานหรือเป็นทางผ่าน
คำว่า เที่ยวไทยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา จึงสะท้อนว่า การลดจำนวนนักท่องเที่ยวหรือการเตือนประชาชนทั่วไปไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรการหลักในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุอาจเป็นคนละกลุ่มกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนตามปกติ การดำเนินการที่เหมาะสมควรมุ่งไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง
สีหศักดิ์เตือนเที่ยวไทยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ต้องแยกนักท่องเที่ยวกับกลุ่มทำงาน
จุดที่ภาครัฐต้องเร่งทำความชัดเจนคือการจำแนกผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อท่องเที่ยว ซื้อสินค้า สัมผัสวัฒนธรรม และพักผ่อน การนำปัญหาของคนบางกลุ่มไปผูกกับนักท่องเที่ยวทั้งหมดอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและสร้างความเข้าใจผิดได้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ต้องเพิ่มความเข้มงวดกับบุคคลที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมายหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย
การตรวจสอบควรครอบคลุมตั้งแต่การขอวีซ่า การเดินทางเข้าประเทศ การจัดหาที่พัก ไปจนถึงการทำงานและการเคลื่อนย้ายเงิน หากพบว่ามีการชักชวนคนเข้ามาทำงานโดยหลอกลวง หรือมีการใช้ประเทศไทยเป็นฐานของแก๊งอาชญากรรม ควรเร่งดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานข้อมูลกับหน่วยงานของจีนเพื่อขยายผลไปถึงผู้สั่งการและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ปัญหา “จีนหลอกจีน” ต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ
คำว่า “จีนหลอกจีน” สะท้อนสถานการณ์ที่ผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุอาจมีสัญชาติเดียวกัน แต่ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ก่อเหตุหรือเป็นจุดนัดหมาย ปัญหาลักษณะนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว เพราะเครือข่ายอาจเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนวิธีติดต่อ หรือใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง
หน่วยงานไทยและจีนจึงควรสร้างช่องทางประสานงานที่รวดเร็วและเป็นระบบ เช่น การแลกเปลี่ยนรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง การตรวจสอบบริษัทหรือสถานประกอบการที่มีความเสี่ยง การติดตามประกาศรับสมัครงานปลอม และการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับวิธีสังเกตมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ควรมีช่องทางร้องเรียนหลายภาษา เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุปสรรคด้านภาษา
- ตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง: แยกผู้เดินทางเพื่อท่องเที่ยวออกจากผู้ที่เข้ามาทำงานหรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย
- แลกเปลี่ยนข้อมูล: ให้หน่วยงานไทยและจีนประสานงานกันอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
- ปราบปรามเครือข่าย: ดำเนินคดีกับผู้จัดหา ผู้หลอกลวง ผู้สนับสนุน และผู้รับผลประโยชน์
- สื่อสารอย่างรับผิดชอบ: ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงและหลีกเลี่ยงการเหมารวมคนจีนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำหรับประเทศไทย การรักษาความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวต้องเดินควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัย นักท่องเที่ยวควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะที่ผู้ประกอบการต้องช่วยสอดส่องและแจ้งเหตุผิดปกติ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไม่ใช่การปฏิเสธว่ามีปัญหา แต่คือการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถรับมือได้จริง โปร่งใส และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคน
ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ควรเป็นโอกาสให้ไทยและจีนทำงานร่วมกันอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะการเตือนให้คนเดินทางน้อยลงอาจช่วยลดความเสี่ยงได้เพียงระยะสั้น แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการเปิดโปงขบวนการและป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่ ดังนั้นข้อเสนอของ สีหศักดิ์เตือนเที่ยวไทยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา จึงเป็นแนวทางที่ควรนำไปต่อยอดด้วยมาตรการเชิงรุก หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน นักท่องเที่ยวที่สุจริตก็จะเดินทางได้อย่างมั่นใจ และไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้มาเยือนทั่วโลก
ที่มา – ‘สีหศักดิ์’เล็งหารือทูตจีน เตือน’เที่ยวไทย’ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ระวัง’จีนหลอกจีน’