ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต

วันนี้เรามาส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล”กันดีกว่าท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตที่กำลังถาโถมเข้ามา รัฐบาลต้องควักกระเป๋าอย่างน้อย 60,000 – 70,000 ล้านบาท ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อโครงการคนละครึ่งพลัส บัตรคนจน และมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหรือช่วยเอสเอ็มอีให้พ้นวิกฤต สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า กระเป๋าเงินรัฐบาลเหลือเงินมากน้อยแค่ไหน และจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มจริงหรือไม่

กระเป๋าเงินรัฐบาลเหลือเท่าไหร่ในตอนนี้

สถานะทางการเงินของรัฐบาลไทยในช่วงนี้เปรียบได้กับคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ด้วยรายจ่ายที่พุ่งสูงจากวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิด เงินเฟ้อ และปัญหาภัยพิบัติต่างๆ กระเป๋าเงินรัฐบาลจึงถูกกดดันหนัก รายได้จากภาษีลดลง ขณะที่ความต้องการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด่านแรก: งบกลางที่เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน

ทางเลือกแรกที่รัฐบาลมักใช้คืองบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน งบกลางเหลือไม่มากนัก เพราะถูกใช้ไปเยอะตั้งแต่สมัยโควิด-19 แล้ว หากจะดึงมาใช้เพิ่ม อาจทำให้ขาดแคลนสำหรับภัยพิบัติอื่นๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นที่รักษาวินัยการคลังได้ดีกว่า เช่น:

  • พ.ร.บ. โอนงบประมาณ: ดึงเงินจากหน่วยงานที่เบิกจ่ายไม่ครบกลับมาเป็นงบกลาง ช่วยประหยัดและรวดเร็ว
  • เงินทุนสำรองจ่ายตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 45: กลไกพิเศษที่ไม่ค่อยถูกใช้ แต่สามารถช่วยถมช่องว่างได้ทันท่วงที

ทางเลือกสุดท้าย: พ.ร.ก. กู้เงินก้อนโต

หากทางเลือกข้างต้นยังไม่พอ รัฐบาลอาจต้องกลับมาพูดถึงพ.ร.ก. กู้เงินระดับ 5 แสนล้านบาท เหมือนยุคโควิด ซึ่งจะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนทันที แต่แลกกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

มาดูตารางสรุปทางเลือกกัน:

  • ข้อดีงบกลาง: รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านสภา
  • ข้อเสีย: เงินเหลือน้อย ใช้แล้วขาดสำรอง
  • พ.ร.บ. โอนงบ: รักษาวินัยการคลัง
  • เงินทุนสำรอง ม.45: กลไกใหม่ สร้างสรรค์
  • พ.ร.ก. กู้: ได้เงินเยอะ แต่หนี้พุ่ง

ทุกทางเลือกมีทั้งข้อดีข้อเสีย รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรอมติสภาที่ใช้เวลานาน การใช้กลไกพิเศษที่เสี่ยงถูกวิจารณ์ หรือการกู้เงินก้อนใหญ่ที่อาจทำให้หนี้สินล้นพ้น

จากข้อมูลล่าสุด กระเป๋าเงินรัฐบาลกำลังตึงตัว แต่ยังมีช่องทางหลบเลี่ยงการกู้ฉุกเฉินได้ หากบริหารจัดการดี อย่างไรก็ตาม วิกฤตซ้อนวิกฤตแบบนี้ทำให้เห็นว่าการวางแผนการเงินระยะยาวสำคัญมาก

คุณคิดว่ารัฐบาลควรเลือกทางไหน? กู้เลยดีไหม หรือใช้กลไกอื่นก่อน แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตเศรษฐกิจไทยกับเรานะครับ!

ที่มา – ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต เหลือแค่ไหน จำเป็นต้องกู้จริงไหม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *