‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย – ปมความรับผิดชอบหลังคำพิพากษาศาล
‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีของที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกระทรวงมหาดไทยเพิ่งแถลงผลการสอบสวนที่ยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และพร้อมดำเนินการเพิกถอนที่ดินจำนวนกว่า 5,000 ไร่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป
ความชัดเจนจากคำสั่งศาลช่วยลดการถกเถียง?
กรณีที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและเกิดการถกเถียงในสังคมมายาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และอาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ‘อนุทิน’ ได้กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองอย่างเคร่งครัด
- ยุติการถกเถียงทางการเมือง
- ยืนยันการดำเนินการตามระเบียบและคำสั่งศาล
- ไม่ต้องการให้ประเด็นเป็นเกมการเมือง
เขาย้ำว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องผู้ใดในปัจจุบัน เนื่องจากทุกอย่างได้ถูกดำเนินการอย่างครบถ้วนตามกรอบกฎหมาย ทั้งนี้ ใครก็ตามที่มีบทบาทในช่วงเวลาใด จะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมาตามยุคสมัยของตน
‘ปมที่ดินเขากระโดง’ สะท้อนความสำคัญของกฎหมายและความร่วมมือของคนในชาติ
นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว อนุทิน ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในความร่วมมือน้ำใจของประชาชน ที่ช่วยเหลือศูนย์พักคอยผู้อพยพ บริเวณสนามแข่งรถในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีชาวไทยจากทุกสารทิศ ต่างแห่กันส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม
นายอนุทินกล่าวว่า คนไทยยังคงยึดมั่นในหลักน้ำใจและความสามัคคี ไม่ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันหรือมรสุมทางการเมืองเพียงใด นี่คือสิ่งที่ควรโฟกัสมากกว่าการจับผิดหรือใช้ประเด็นความขัดแย้งเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ความมั่นคง ชายแดน และจิตสำนึกของคนในชาติ
เมื่อมีคำถามว่า ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาชายแดนหรือไม่นั้น อนุทินระบุว่า ตัวเขาไม่ได้ตั้งใจให้โฟกัสเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกของคนในชาติที่ต้องร่วมกันปกป้องรัฐและประชาชน โดยเฉพาะศูนย์พักคอยสำหรับผู้อพยพที่ได้รับน้ำใจจากทั่วประเทศอย่างล้นหลาม
เขามองว่า ในภาวะความไม่สงบหรือความท้าทาย ความสามัคคีของพี่น้องคนไทยคือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การดิ้นรนหาจุดยืนทางการเมือง แต่เป็นการทำความเข้าใจและเคารพกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบสุขและยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องควรติดตามการดำเนินการจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบสิทธิ์และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริสุทธิ์ โดย ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถือเป็นบทเรียนที่ดีว่า การทำงานตามระบบต้องชัดเจน โปร่งใส และยึดตามคำวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ สังคมไทยควรยึดหลักว่าการเมืองคือเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนา แต่ความรักแผ่นดินและกฎหมายคือพื้นฐานของชาติที่แท้จริง