อนุทิน ลั่น ก.สถ. ลุยฟัน 3,000 ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบได้เลย
อนุทิน ลั่น ก.สถ. ลุยฟัน 3,000 ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบได้เลย
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการตรวจพบความไม่ชอบมาพากลในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี 2568 ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยยืนยันชัดเจนว่า อนุทิน ลั่น ก.สถ. ลุยฟัน 3,000 ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบได้เลย โดยไม่ต้องรอให้นายกฯ ลงมานั่งหัวโต๊ะสั่งการ เพราะคณะกรรมการมีอำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎหมายอยู่แล้ว
บทบาทของ ก.สถ. ในการแก้ปัญหาโกงสอบ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการสะสางปมทุจริต นายอนุทินได้ชี้แจงว่าตนได้ลงนามแต่งตั้งนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ให้มารักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.สถ.) จะต้องประชุมเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ทั้งนี้ อนุทิน ลั่น ก.สถ. ลุยฟัน 3,000 ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบได้เลย หากพบว่าใครกระทำความผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายกฯ ย้ำหลักการทำงานที่สำคัญว่า:
- กฎหมายได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.สถ. ไว้ชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้นายกฯ สั่งการในทุกขั้นตอน
- ผู้ที่กระทำความผิดย่อมต้องได้รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
- การดำเนินงานต้องยึดหลักความถูกต้องและโปร่งใสเป็นบรรทัดฐาน
หลายฝ่ายมองว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังขบวนการทุจริตในระบบราชการ ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับการปราบปรามการทุจริต ไม่ปล่อยให้มีการวิ่งเต้นหรือใช้อิทธิพลมืดเพื่อแลกกับตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างรุนแรง
หากถามย้ำถึงมาตรการที่จะจัดการกับผู้กระทำผิด นายอนุทินได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “ทำดีก็รับชอบ ทำผิดก็ต้องรับผิด” อนุทิน ลั่น ก.สถ. ลุยฟัน 3,000 ขรก.ท้องถิ่นโกงสอบได้เลย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ต้องการเข้ามาเป็นข้าราชการด้วยความรู้ความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง การกวาดล้างขบวนการโกงสอบในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการคืนความยุติธรรมให้กับผู้สมัครสอบนับหมื่นคนทั่วประเทศที่เสียสละเวลาและตั้งใจอ่านหนังสือเพื่ออนาคตของตนเอง
บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดูมติที่ประชุม ก.สถ. ว่าจะมีความเด็ดขาดเพียงใดในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หวังว่ากระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดการเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้กับระบบราชการไทยในอนาคตต่อไป