อนุทินชูไทยรับมือเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสธุรกิจ

ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความผันผวนของตลาดการเงิน การย้ายฐานการลงทุน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความท้าทายด้านพลังงานกับสิ่งแวดล้อม ในเวทีเสวนา “A World in Transition: An Evening with Richard Quest” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของไทย โดยเน้นย้ำว่าประเทศควรเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยธนาคาร Bank of America ร่วมกับสำนักข่าว CNN ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางธุรกิจในอนาคตร่วมกัน

อนุทินชูไทยรับมือเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสธุรกิจ

นายกรัฐมนตรีมองว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน รูปแบบการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ สำหรับไทย การปรับตัวไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางแผนเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม สร้างงานที่มีคุณภาพ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

แนวทางสำคัญของรัฐบาลประกอบด้วย 3 เรื่อง ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพในปัจจุบัน การเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งสามด้านมีความเชื่อมโยงกัน เพราะเสถียรภาพจะช่วยสร้างความมั่นใจ ขณะที่การปรับโครงสร้างจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และการลงทุนระยะยาวจะทำให้ไทยพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อนุทินชูไทยรับมือเศรษฐกิจโลก ด้วย 3 แนวทางหลัก

  • รักษาเสถียรภาพ: สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจท่ามกลางความผันผวนจากภายนอก
  • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล และธุรกิจที่มีมูลค่าสูง
  • ลงทุนเพื่ออนาคต: พัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่

ข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดยทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 276,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกันชนสำคัญ ช่วยให้ประเทศสามารถรองรับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจภายนอกได้ดีขึ้น และเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาเข้ามาทำธุรกิจในไทย

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าประมาณ 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีความสนใจอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุตสาหกรรมขั้นสูง สัญญาณดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นจุดหมายที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการขยายฐานการผลิตและเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็นโครงการลงทุนจริงในประเทศ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยควรเตรียมพร้อมด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิต เพื่อให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้มากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นว่า การลงทุนจากต่างประเทศควรนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น หรือการเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับบริษัทต่างชาติ แนวทางนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเม็ดเงินลงทุนในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

ความร่วมมืออาเซียนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ

อีกประเด็นที่มีความสำคัญคือการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน ไทยสนับสนุนการขยายความเชื่อมโยงทางการเงิน การพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรม เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเปิดตลาดใหม่ให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และธนาคารโลก หรือ World Bank ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับการหารือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการรับมือความไม่แน่นอน การระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไทยสามารถใช้เวทีระหว่างประเทศเหล่านี้เพื่อแสดงศักยภาพและผลักดันความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน

ในมุมของภาคธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ควรเริ่มจากการติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด ลงทุนในเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ ลดต้นทุน และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลมากขึ้น

สาระสำคัญจากแนวคิด อนุทินชูไทยรับมือเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสธุรกิจ จึงไม่ได้หมายถึงการตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความสามารถในการปรับตัว ทำงานร่วมกับนานาประเทศ และมองหาโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง หากภาครัฐและเอกชนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

ในท้ายที่สุด การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจต้องอาศัยทั้งนโยบายที่ชัดเจน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยควรใช้จังหวะนี้เตรียมธุรกิจให้พร้อม ขณะที่นักลงทุนสามารถมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมอนาคตในไทย เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหม่

ที่มา – ‘อนุทิน’ชูไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก เร่งเพิ่มโอกาสธุรกิจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *